Sira's profileSira's spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 18

    Disco Shift

    I have finished my 2-week disco shift in ED.  Disco shift is the worst shift in ED as the working hour is 1700-0100.  It used to be 1600-0200 last year so it's not too bad compared to last year.

    We are supposed to have disco shift once every 8 weeks in ED.  However, one of my friend has a small child and he can't work the same shift as his wife as someone must look after the kid so I swapped the whole week with him as I'm home alone anyway.   So I had 2 weeks of disco shift in a row.  Everyone called me "disco girl" ha ha.

    Well, it's not too bad though.  Firstly, I hate morning shift commenced at 0800 as it's too cold to get up early nowadays.  Secondly, the gate of hospital will be opened at 22.30 so it's free for me for the parking!

    I'm having 3 days off before night shift starts.  After my set of nights, I'm going back home...yeah.
    July 17

    Driving test

    และแล้วก็ได้ Full Victorian driver license เมื่อวานนี้ แอบใช้ใบขับขี่ของไทยแปลเป็นภาษาอังกฤษมานานนม ได้วีซ่าถาวรก็แล้วก็ไม่เคยไปสอบใบขับขี่จริงๆ จังๆ ซักกะที ดีนะที่ไม่ถูกตำรวจตรวจ

    มีหลายขั้นตอนมากและรอสอบนาน ขั้นแรกไปสอบข้อสอบช้อยส์ก่อน โดยยืมหนังสือจากเพื่อนที่สอบใบขับขี่ผ่านไปหมาดๆมาอ่าน อ่านรอบนึงก่อนสอบ (เล่มหนาพอดู) ปรากฎว่าสอบได้ 100% ผ่านฉลุย ขั้นที่สองสอบ Hazardous Perception Test เหมือนเล่นเกมคอมพิวเตอร์ มีสถานการณ์ต่างๆให้คลิ๊กว่าจะหยุดเมื่อไหร่ จะชะลอเมื่อไหร่ จะเลี้ยวเมื่อไหร่ รอสอบจากขั้นแรกเกือบเดือนเพราะคิวยาวมาก ปรากฎผ่านฉลุยอีก (ก็คนมันขับรถมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่หน่า)

    ขั้นสุดท้าย หวานหมู สอบขับรถ ปรากฎว่านัดคิวยาวมาก รอเป็นเดือนอีก เช้าวันสอบขับรถไปแต่เช้า ปรากฎว่า คนคุมสอบบอก อ้าว รถยู RAV4 นี่ไม่สามารถใช้ในการสอบได้ อ้าวแล้วทำไมไม่บอกหรือระบุไว้ก่อนมาสอบล่ะค๊า มีรถให้ใช้มั๊ย ไม่มี ยูต้องเลื่อนสอบใหม่นะแล้วจ่ายเงินค่าเลื่อนสอบด้วย อ้าว ได้ไงหว่า ไม่ใช่ความผิดไอนี่ โอเค ยูมีสองทางเลือก หนึ่งคือเลื่อนแล้วจ่ายแค่สิบกว่าเหรียญหรือสองยกเลิกแล้วจองวันสอบใหม่ ทางเลือกนี่ดีนะ ยังไงก็ต้องเลือกอะไรที่มันจ่ายน้อยกว่า จะมากจะน้อยก็ต้องจ่ายอยู่ดี สรุป เตรียมตัวตื่นแต่เช้า แต่ไม่ได้สอบ นัดใหม่อีกเดือน แถมต้องหายืมรถคนอื่นมาสอบด้วย

    ตอนแรกคิดว่าจะยืมรถจากศูนย์โตโยต้า แต่กลัวว่ารถที่ยืมมาไม่สามารถใช้สอบได้อีก เพื่อนชาวปากีสถานก็ดันได้งานแล้วก็จะขายรถ อาทิตย์ก่อนวันสอบขับรถของฉันอีก ทางเลือกสุดท้าย ยืมจากเพื่อนหมอชาวมาเลเซีย รับรองรถเค้าใช้ได้เพราะเค้าก็ใช้รถเค้าเหมือนกัน จัดแจงสลับรถกันใช้วันสอบ

    วันสอบหวานหมูมาก เพราะเส้นทางที่ใช้คือเส้นทางรอบบ้านเราเอง สอบเสร็จได้คอมเม้นว่ายูขับช้าไปหน่อยนะ แหม ใครจะสปีดให้ตกล่ะคะ ขับจริงๆเกินนิดเกินหน่อยเสมอ ต้องขอบคุณเควินมากที่ใช้ยืมรถ สุดท้ายวันนี้ก็ได้ใบขับขี่ของรัฐวิกตอเรียมาใช้ซักที

    ที่น่าแปลกใจ คือ คนที่มีใบขับขี่จากอเมริกา สามารถเปลี่ยนเป็น Full Victorian License ได้เลย ทั้งๆที่ขับรถชิดถนนคนละด้านกัน แถมในเมลเบิร์น มี Hook Turn ใน CBD ซึ่งหมายความว่าบางแยก รถที่เลี้ยวขวาให้ชิดซ้าย (เพราะมีรถรางเลนกลางถนน) รอจนไฟแดงแล้วค่อยเลี้ยว ว่าไปแล้วคนขับรถในอเมริกามาคงสับสนทั้งการขับรถผิดเลน และ การชิดซ้ายรอเลี้ยวขวาในเมืองแน่ๆ

    เห็นมั๊ย โลกนี้ยังเป็นยุคอเมริกันอภิสิทธิ์อยู่ ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างนี้อีกนานแค่ไหนเนอะ

    Baby Boom

    ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ดาราฮอลลีวูดดูจะฮิตตั้งท้องและมีลูกกันจริงๆ ค่านิยมของผู้หญิงต่อการมีลูกและอยู่กับบ้านของคนเรา (โดยเฉพาะอเมริกัน) ก็ดูจะทวีความฮิตกันมากขึ้น เหมือนสมัยหลังสงครามโลก ใครก็อยากมีลูกกัน จำนวนประชากรโลกกระฉูดสูงปี๊ด แต่ยุคนั้นผู้หญิงต่างก็อยากจะออกไปทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น ต่อมาค่านิยมของการมีลูกมากก็ค่อยๆลดลงเพราะผู้หญิงทุ่มเทกับงานนอกบ้าน มาถึงวันนี้ผู้หญิงมีลูกกันช้าลง กว่าจะพร้อมประสิทธิภาพในการปฏิสนธิก็ลดฮวบ ผู้หญิงอเมริกันหลายคนจึงอยากจะย้อนกลับไปทำหน้าที่แม่ ทำหน้าที่ภรรยาที่ดี อยู่บ้านเลี้ยงลูก ว่าไปนั่น (แต่เคยอ่านเจอจริงๆ)

    ที่ออสเตรเลีย รัฐบาลสนับสนุนการมีลูกมากเพราะยังต้องการประชากรอีกเยอะ การรับ skilled-migrant เข้ามา พวกนี้บางทีได้วีซ่าถาวรกันเสร็จก็หนีกลับประเทศ แต่ถ้าผลิตกันเองในประเทศ โอกาสจะสูญเสียประชากรคงน้อยลง ว่าแล้วก็เพิ่ม baby bonus ให้คนมีลูกกันมากขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ $4000 แล้วจะเพิ่มเป็น $5000 ในปี 2008

    มองไปรอบตัวก็เห็นแต่คนท้อง คนจูงเด็กหลายๆคนอายุไล่เลี่ยกันหลายครอบครัว นอกจาก baby bonus แล้วรัฐบาลยังมีเงินช่วยเหลือให้แต่ละเดือนอีก ซึ่งเพื่อนฉันที่เป็นคนจีนบอกว่า พอสำหรับค่าผ้าอ้อม ค่านมแต่ละเดือนเลยทีเดียว เห็นพวกผู้อพยพจากแอฟริกามีลูกกันครอบครัวละหลายคน ดูแล้วคิดไปว่าแค่เงินเลี้ยงดูลูกจากรัฐบาลคงพอเลี้ยงคนได้ทั้งครอบครัว หวังแต่ว่าเยาวชนตัวน้อยๆเหล่านี้จะขยันทำมาหากิน ทำประโยชน์ในประเทศชาติมากกว่ารุ่นพ่อแม่ที่ช่วยแต่เพิ่มประชากรให้ประเทศ แถมยังอาศัยเงินรัฐบาลในการอยู่กินด้วย

    ฉันเองแต่งงานมาแล้วก็หลายปีอยากมีลูกกับเค้าบ้าง แต่มีเหตุให้อยู่คนละประเทศกับคุณสามีมาได้ซักระยะ แผนผลิตลูกรับปีหมูทองปีหน้ามีอันคลาดไป อย่างไรก็ดี เพื่อนฝูง คนรู้จัก ก็ช่างที่จะท้องได้จังหวะพอดีเหลือเกิน ไอ้เรารึอยากมีลูกใจจะขาดแต่ก็ไม่มี ไอ้คนรอบตัวก็ช่างท้องได้ประชดประชันกันถูกจังหวะ จนฉันเองล้มแผนที่จะมีลูกในเร็ววันไปแล้ว เอาเถอะของอย่างนี้อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

    ในขณะที่ออสเตรเลียสนับสนุนในคนมีลูก แต่จีนนั้นอนุญาตให้มีได้แค่หนึ่งเท่านั้น หลายๆคนมองว่าเป็นการริดรอนสิทธิคนจริงๆ แต่คุณสามีฉันสนับสนุนเป็นปี่เป็นขลุ่ย แถมบอกว่า ถ้าเธอไม่เกิดและโตในประเทศที่มีประชากร 1.3 พันล้านคน เธอก็ไม่มีรู้หรอกว่า การมีประชากรมากๆนั้นมีผลเสียต่ออะไรหลายๆอย่างยังไง แต่พอฉันถามคุณสามีว่า แล้วอยากจะมีลูกแค่คนเดียวเหรอ คุณสามีก็ตอบว่าอยากได้ 1 หรือ 2 อ้าวก็ one-child policy นี่จะมี 2 ได้ยังไง คุณสามีก็ตอบมาว่าก็เธอเป็นคนต่างชาตินี่ เอ ตกลงคุณเธอสนับสนุนมีลูกแค่หนึ่งกันหรือเปล่านะ

    เบบี้จะบูมกันต่อไปหรือไม่ ไม่ว่ากัน แต่ขอให้เจ้าเบบี๋รุ่นบูมใหม่นี่เติบโตเป็นคนดีของโลกก็แล้วกัน

    อ้อ เพิ่งได้ข่าวว่าเบส พื่อนสมัยเรียนสาธิตเชียงใหม่ด้วยกันแต่งงานกับสาวอเมริกันเชื้อสายฮ่องกง ตอนนี้ภรรยาท้องได้เกือบสองเดือนแล้ว ส่วนภรรยาของน้องเอ๋คนเก่ง น้องกิ๊บคนสวยก็ท้องเหมือนกัน ถึงจะแอบอิจฉาเล็กๆ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยใจจริงจ้า



    July 11

    Low cost airline

    Today, I went to the airport twice, planned to pick up my friend's teacher from Thailand. She travelled with Jetstar, which is a new, small, low-cost airline. The flight was planned to arrive at 0905 so I went to the airport at 10.30, expected that the flight would delay...a bit. When I arrived in the airport, the flight was diverted to Sydney but planned to arrive in Melbourne at 12.00 so I came back home. I arrived in the airport again at 13.20 and found that the flight was cancelled!! I talked to Jetstar team, the lady told me that the fog was too thick to land so the airplane headed to Sydney and now all passengers would be transferred back to Melbourne with Qantas but she couldn't tell me which flight my friend's guest would arrive. She gave me the flight number that the passengers expected to come with :0 The earliest one is 15.40 which is too late for me to pick up (as I'm sure they would arrive a bit late, another 30 min for baggage claim and custom!). I feel sorry for my friend that I can't pick up her teacher but I have tried my best.

    There are many low-cost airlines at the moment all over the world. I personally used Virginblue once which I think it is not bad for short distance. I was lucky that the flight was on-time. However, I have never tried Jetstar or Rex (lower-cost airline than Virginblue). Passengers often need to go to another airport (not Tullamarine one) which takes about 1 hour by car or shuttle bus. Many times that I have heard that the flights were delayed. Actually, if I book the flight early, I can find Qantas flight that is cheaper than other airlines or similar. Nevertheless, adding up all travelling time, extra money for travelling and risk of delay, paying a bit more for Qantas would be better choice.

    I do not against using low-cost airlline but this makes me think of one thing. Money is not everything in life but it seems that money saves our time and gives us convenience. "You get what you pay" is applied to many situations nowadays. I sometimes see advertisement about cost of cheaper airline one-way from Melbourne to Bangkok is less than $400. It means only $800 (cheaper than LV wallet!), you can have a round trip ticket, Mel-BKK-Mel....amazing! However, I think the less you pay, the higher risk of lossing time and higher rate of inconvenience.

    The choice is yours!

    July 07

    Freezing cold

    ปีนี้ที่เมลเบอร์นหนาวช้า แต่หนาวจัด หนาวมั่กมาก ขนาดเปิด oil heater ไฟแรงสุด กับนอนซุก electric banklet ก็ยังต้องใส่ Jumper นอนห่มผ้าห่มขนแกะอย่างหนัก ถึงจะนอนหลับได้ หนาวจริงๆ ขนาดว่าเริ่มชินกับอากาศหนาวที่นี่แล้วก็ยังรู้สึกว่าปีนี้หนาวสุดๆ เห็นทีค่าไฟสองสามเดือนนี้กระฉูดแน่ๆ

    ฝนตกเกือบทุกวัน เวลากลางวันสั้นลง 5 โมงเย็นก็มืดปิดปี๋แล้ว ดีที่ไม่ต้องรดน้ำต้นไม้ แต่ข้อเสียคือหญ้าและวัชพืชขึ้นกับผึบผับ ข้อดีอีกอย่างคือได้ใส่เสื้อหนาวสวยๆ ใส่บู้ทยาวเท่ๆ (อิ อิ) ถึงจะอ้วนกลมไปหน่อยก็ช่างเถอะ หน้าหนาวเป็นช่วงสะสมไขมัน จะมีห่วงยางรอบพุงก็ไม่มีใครเห็น ฮ่า ฮ่า

    July 06

    Suturing

    วันนี้ขอเม้าท์เรื่องการเย็บแผลหน่อยเพราะเมื่อคืนมีคนไข้หัวแตกมาให้เย็บแผล ความจริงฉันชอบเย็บแผลมาก โดยเฉพาะที่หน้าจะเย็บแบบพลาสติก สวยงาม ไร้แผลเป็น เคยเย็บหน้าคนไข้คนนึงตอนเวรดึก พยาบาลถามว่ายูเทรนพลาสติกเหรอ (อิ อิ) นี่ขนาดยังไม่เคยผ่านพลาสติกเลยนะแผลสวยจริงๆ

    แต่การทำหัตถการที่นี่ on your own จริงๆ ไม่มีพยาบาลเตรียมfield ให้ ไม่มีใครมาคอยช่วย กว่าจะหาของทุกอย่างครบก็ปาไปครึ่งชั่วโมง กว่าจะเตรียมทุกอย่าง ไหนจะต้องเรื่อง sterile อีกล่ะ เวลาอยากได้ของเพิ่มก็ต้องถอดถุงมือ sterile ออกแล้วหาของมาเติม ใส่ถุงมือ sterile ใหม่ ตอนแรกๆ เวลาทำหัตถการนี่ใช้เวลานานจริงๆ พอหลังๆ เห็นหมอที่นี่ทำหัตถการไม่ค่อย sterile เท่าไหร่เลย (ขนาด LP นะ) เวลาเย็บแผลก็เลยขอหยวนๆแบบว่าจะทำให้ sterile ที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน skin มี normal flora อยู่แล้ว

    รถพยาบาลนำคนไข้อายุ 82 ปีซึ่งเพื่อนบ้านพบนอนจมกองเลือดอยู่หน้าบ้าน จำเหตุการณ์ไม่ได้เลย กลิ่นเหล้าคลุ้ง alcohol level 0.17 (driving limit here is 0.05 คิดดูว่าเมาแค่ไหน) คุณปู่บอกว่าดื่มไปแค่ beer 2 stubbies เท่านั้นเอง สงสัยหลังจากสองกระป๋องนี้คุณปู่จำไม่ได้แล้ว เลือดออกจากแผลที่ศีรษะเยอะมาก ส่ง CT Head shows no acute bleeding, no fracture พยาบาลบอกยูเย็บแผลให้หน่อยสิ เลือดออกเยอะ ประมาณว่าขี้เกียจเปลี่ยน dressing บ่อยๆ ถึงเวลาเริ่มเย็บ ตอนถามพยาบาลช่วย clear field ให้หน่อย คุณเธอทำหน้าแหยๆ เหมือนไม่อยากทำ พอดีมีคนไข้ CAT 2 เข้ามาคุณเธอเลยดีใจมีเรื่องให้หนีจากช่วยฉัน ฉันเลยต้องหาอุปกรณ์ทุกอย่างเอง เปิดเซ็ต suture เตรียมไหมเย็บ เตรียมผ้าก็อซ เตรียมน้ำยาล้าง เสื้อกาวน์ จิปาถะเอง วิ่งวุ่นไปมาเพราะหาของในที่ที่มัันควรอยู่ไม่เจอ

    ถึงเวลาเย็บ ล้างแผลไปมา แผลเหวอะมากและใหญ่กว่าที่เห็นตอนแรก clots เยอะ เย็บอยู่เกือบยี่สิบเข็มเพราะเลือดไม่หยุดซักที แถมเย็บใน cubicle ที่ไม่มีที่นั่ง หรือไฟที่พร้อมเท่าห้องหัตถการ ยืนเย็บจนเจ็บหลัง ยายพยาบาลที่บอกว่าแล้วจะวิ่งไปมาเข้ามาช่วยนะ ก็หายหัวไปเลย จนต้องเรียกให้มาช่วยเปิดผ้า gauze ให้หน่อยนะคะ please คุณเธอถึงช่วยมาแกะให้

    ปกติเวลาทำหัตถารเสร็จ คุณพยาบาลควรที่จะช่วย clear ของให้ (โดยมาก) แต่นี่ฉันอุตส่าห์เคลียร์ให้เกือบหมด แล้วบอกให้คุณพยาบาลขา ช่วย wash คนไข้ให้ดิฉันทีนะคะ คุณเธอก็ปล่อยให้คนไข้นอนอยู่ซัก 15 นาทีได้ ฉันต้องหาน้ำมาให้คนไข้ดื่ม เสร็จซักพัก คุณพยาบาลบอกฉันว่าเฮ้ ยูลืมเท chlorhexadine solution ทิ้งแหนะ (หน้าที่พยาบาล clear field แท้ๆ) ดีนะที่คนไข้ไม่ดื่ม OK sorry แต่ในใจคิดว่าใครมันจะโง่ดื่มน้ำสีเหลืองๆเหมือนปัสสาวะหว่า คนไข้ fully conscious นะยะ แถมฉันเป็นคนเอาน้ำให้คนไข้ดื่มเองแท้ๆ

    ฉันหมดเวลากับการเย็บแผลคนไข้รายนี้ รวมตั้งแต่เตรียมของจนเสร็จไปซัก ชั่วโมงครึ่ง ข้อดีคือไม่ต้องดูคนไข้ใหม่เพราะหมดเวลาเวรพอดี ข้อเสียคือเสียเวลากับเรื่องไร้สาระเหลือเกิน ความจริงก็ทำงานมาได้ซักพักจนชินกับการที่หมอไม่ต่างอะไรกับผู้ให้บริการ หมอและพยาบาลไม่ต่างกันเท่าไหร่ในแง่ของสถานะและเงินเดือน ก็ยังอดฉุนในใจไม่ได้ ทำงานดีแค่พออยู่ตัวไม่เห็นมีใคร appreciate นักหนา แต่เมื่อไหร่ที่ผู้บริโภคหรือผู้ร่วมงาน (โดยเฉพาะคุณพยาบาลที่เคารพทั้งหลาย) ไม่พอใจ นอกจากจะไม่ appreciate ยังถูกตำหนิและถากถางจนถึงฟ้องร้องได้โดยไม่ทันตั้งตัว (โชคดีที่ยังไม่มีวันนั้น)

    เคยคิดไม่ชอบพยาบาลในโรงเรียนแพทย์ แต่เวลาทำงานหลังเรียนจบ พยาบาลทรีทหมอดีมากๆ แต่เทียบกับออสเตรเลียแล้ว พยาบาลสวนดอกนี่นางฟัาเลย ที่ออสเตรเลีย สิทธิพยาบาลสูงสุงมาก ขนาดโปรโมทให้งานพยาบาลนะ หนึ่งคนต่อคนไข้สี่คนเท่านั้น แถม IV resite นี่หมอทำเป็นงานหลักนะ เงินเดือนก็เยอะมาก รู้จักพี่พยาบาลคนนึงมาจากเมืองไทย มาเรียนคอร์สพยาบาลหนึ่งปีที่นี่ ตอนนี้ทำงานเป็นพยาบาลใน theatre (OR บ้านเรา) ได้เงินต่อชั่วโมงเยอะว่าฉันอีก งานสบาย เงินดี มิน่าหมอจีนหลายๆคนทำงานเป็นพยาบาลเพลินจนไม่อยากกลับมาพยายามเป็นหมอที่นี่แล้วแหละ

    ขณะนี่เมืองจีนเป็นคอมมิวนิสต์แต่สิทธิคนต่างกันราวนรกกับสวรรค์ ดินแดนประชาธิปไตยอย่างออสเตรเลียนี่ สิทธิคนเท่าเทียมกันอย่างน่ากลัวตามหลักการของคอมมิวนิสต์เลย อาจจะต่างกันหน่อยที่พยาบาลที่นี่ดูมีสิทธิมากกว่าหมออยู่หน่อย ขนาด consultant เคยบอกว่าถ้าคุณพยาบาลที่เคารพรักติงอะไรถ้าไม่ทำให้คนไข้เดือดร้อน (ถึงตาย) ก็ตามคำแนะนำของคุณเธอก่อนแล้วกัน ถ้าไม่ได้ผลค่อยใช้แพลนของเรา โอ้โห ขนาดนั้นจริงๆ

    July 02

    Med CMU friends

    เมื่อคืนมีคนมาขอ add in my friend list เอ ก็ว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็โก้นี่เอง โก้เป็นเด็กเหรียญสมัยนศพ.ทุกปี สูสีกับน้องเอ๋ (เด็กเหรียญเชียงใหม่นี่ไม่เกร่อหรอกนะ) ตอนนี้โก้เป็น cadiologist ที่เชียงใหม่รามเงินเดือนสวยหรูมาก นอกจากจะบังเอิญที่มาเจอโก้ ก็เจอ space ของเพื่อนก๊วนเดียวกับโก้ที่เรียนหมอมาด้วยกัน(เด็กเหรียญและเฉียดเหรียญทั้งนั้น ส่วนฉันมันพวกก๊วนตะกายมีน อิ อิ) เปิดดูชีวิตความเป็นมาของเพื่อนเก่าจนเพลิน

    ว่าไปแล้วพวกเราก็จบหมอมาก็ 6 ปี เพื่อนหลายๆคนก็เป็นอาจารย์ต่อ บางคนก็เรียนต่อ หลายๆคนก็อยู่อเมริกา บางคนเปิดคลินิก ทำคลินิกสกิน มีครอบครัว มีลูก มีมาอยู่ออสเตรเลียแค่ฉันกับพี่ม่อน ถ้าฉันเลือกเทรนได้ก็คงอยากไปอเมริกาเหมือนกัน เพราะมีระบบการเทรนที่เป็นแบบแผน แต่ทำไงได้ตอนนี้ก็มาลงหลักปักฐานที่เมลเบิร์น คุ้นกับ slow life pace เหมือน life style ของเจ้า Koala (เรียกว่า โคอาล่า นะ ไม่ใช่หมีโคล่า) ไปซะแล้ว

    ดีใจมากที่ได้รับรู้เรื่องราวของเพื่อนเก่า ว่าไปแล้วทุกคนดูไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่เลย (แค่ดูมีน้ำมีนวลขึ้นกันนิดหน่อยเท่านั้น อิ อิ) ยังคงทำให้พวกฝรั่งสนเท่ห์ได้ว่าพวกยูนี่จะขึ้น (หรือขึ้น)เลขสามกันแล้วเหรอ ยังดูเหมือนเด็กจบใหม่อยู่เลย ไม่รู้จะเป็นความน่าภาคภูมิใจรึเปล่า เพราะเวลาหมอที่นี่เจอฉันตอนแรกๆชอบคิดว่าเป็นเด็กอ่อนหัดอยู่เรื่อย แต่ความจริงอายุคราว senior registrar แล้วนะ ยังสามารถทำตัวเข้าก๊วนกับ junior local graduate ไป karaoke ได้อย่างสบาย

    ยินดีกับความสำเร็จ กับเส้นทางชีวิตของเพื่อนทุกๆคนที่เลือก และขอเป็นกำลังใจให้กับสิ่งที่ทำอยู่ หวังว่าถ้ามีโอกาสกลับไปเที่ยวบ้าน (เพลนเร็วๆนี้) คงจะได้นัดเจอกัน หรือว่างๆจะบินไปถล่มที่อเมริกา ถ้าใครมาเมลเบิร์นก็ติดต่อให้รู้กัน มาถล่มกันได้นะ ยังคิดถึงเพื่อนๆทุกคนเสมอจ๊ะ