Profil de SiraSira's spacePhotosBlogListesPlus ![]() | Aide |
|
30 juin New housematesบ่ายวันอาทิตย์เปิดห้องให้คนชม กระแสตอบรับดีมาก บางคนโทรมาบอกว่า พี่คะ หนูไม่เข้าไปดูแต่จะเอาเลยค่ะ อะไรก็ได้ว่าแต่พี่ บางคนถือเงินมาจะจ่ายจองห้องเลยก็มี บางคนขอให้ปล่อยสองห้องให้เช่า (ขอเก็บให้แม่นะจ๊ะ) นับจากวันที่ลงประกาศแค่ 1 วันเท่านั้นเอง เร็วมาก ฮ็อทจริงๆ บ้านเรา อิอิ Welcome N'Amp & N'K ka, hope we get along well na ja ..... should be 28 juin Housemate wantedMichelle จะย้ายออกหลังจากอยู่ด้วยกันมาเกือบปี มีหลายอย่างให้ทำเหนื่อย
ยุ่ง ไม่ค่อยกระตือรือร้นในการหาคนมาอยู่ใหม่ สาธุ ขอให้ได้คนดีๆ มาอยู่เถอะ โอมเพี้ยง Brisbane - skin cancer workshopไปบริสเบนอาทิตย์ก่อนมาเพื่อร่วมประชุมเรื่องมะเร็งผิวหนัง พักกับพี่ม่อนสองคืน ได้มีโอกาสเจอน้องนัท น้องอิ๋ง น้องอ้อม (รุ่นน้องสาธิต) ด้วย ตะลุยกิน เม้าท์กระจายตามประสา วันสุดท้ายกินกันเม้าท์กันจนลืมถ่ายรูปกับน้องอิ๋งเลย เอาไว้คราวหน้าละกันเนอะน้องอิ๋ง แท้งกิ้วพี่ม่อนสำหรับที่พักค่ะ บ้านน่ารักจริงๆ
ตอนเข้าประชุมแนะนำตัวกับหมอปากีสถานชื่อ ไอชา เธอบอกว่าเธอคือ ซีร่าเจ้าของโน้ตนั้นใช่มั๊ย โน้ตเธอดีมากเลย ขอบคุณจริงๆ โลกกลมมากเพราะเธอเคยทำงานกับโจเซฟและลอร่าที่อดิเลดมาก่อน เธอบอกต้องกลับไปบอกสามีเธอแล้วว่าเจอซีร่าตัวจริง แหม ฟังดูน่าภูมิใจจังที่เป็น ซีร่าผู้โด่งดัง (จากโน้ตเตรียมสอบ AMC) ในหมู่หมอต่างชาติในออสเตรเลีย การประชุมและการฝึกหัดดีและคุ้มเงินพันหกร้อยห้าสิบเหรียญมาก ทำให้รู้แนวทางการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังมากขึ้นเพราะปกติแทบจะไม่ได้เรียนในรร.แพทย์บ้านเราเลย (แต่ออสเตรเลีย คนจะกังวลเรื่องมะเร็งผิวหนังมากเพราะคนผิวขาวชอบตากแดด ไม่ใช้ซันบล๊อคด้วย ไม่เหมือนบ้านเราอยากขาวกันซะส่วนใหญ่) ตอนนี้ก็ต้องคิดที่จะซื้อกล้องส่องผิวหนังมาใช้ซักอันแล้ว แต่แหม แพงจัง ต้องคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบซะแล้ว Flew to Brisbane last weekend (June 20-22) for skin cancer workshop
At the workshop, introduced myself to a lady from Pakistan, Ayesha....she said "you are that Sira, I've got your note, they are real good, thanks!" It's small world, she also worked with Joseph and Laura in Adelaide few years ago. She told me she would tell her husband that she's met "real Sira". Feel so proud to be that "Sira" among overseas trained doctors in Australia The workshop was really good (worth $1650). I now know more about how to diagnose skin cancer ... very rare taught at med school in Thailand! 19 juin Packing-unpacking lifeAlways in traveling mode .....
so exhausted .....
Packing, unpacking, packing, unpacking
.... again and again .....
seems this cycle is endless
Thinking about part-time training,
thinking about unpaid leave ....
Just to get away from this packing-unpacking cycle
& the long drive !!!
So much responsibility &
Try to make everyone happy .... am I happy?
Umm
How far people can endure ..........
So much effort to endure ....... Nice to meet you David, xiao Chen ChuanI visited Sophia and Victor's house last weekend to meet and greet "David",
P.S. Thanks Sophia for lovely photos 16 juin Gathering with old friends in Chiangmaiขากลับเชียงใหม่ลำพูนเที่ยวนี้ คิวแน่นมาก ไหนจะต้องซื้อของ ไปเช็คราคาเฟอร์นิเจอร์ไม้สักแกะสลักรวมค่าส่ง (อยากเอามาแต่งบ้านที่เมลเบอร์นอ่ะ) ตัดผม นวดหน้า ทำบุญ โอ๊ยสาระพัด ยุ่งมาก แต่ที่สนุกและดีใจสุดๆ คือเที่ยวนี้ได้เจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนหมอที่เชียงใหม่ กับ เจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนสาธิต มช.
เย็นวันแรก นัดเจอเพื่อนหมอ มีดุ่ย รวี (สุดที่รัก อิอิ) พี่หมอ โดนัท (อวบขึ้นนะ แหะๆ) แอน นก และเป้สุดสวย เม้าท์กันเพลินจนลืมเอาของฝากให้ แย่จัง ได้อัพเดทข่าวสารเพื่อนๆ สนุกดี ดุ่ยยังขี้บ่นเหมือนเดิม รวีสุดที่รัก หล่อไฮโซเชียว เสียดายสุดที่รักเราปันใจแฮะ
ที่แน่ๆ เหมือนเดิมมั่กมาก คือเพื่อนสาธิต นัดเจอกันที่ร้านอาหาร (จำชื่อไม่ได้) ตรงช้างคลานพลาซ่า มีคาราโอเกะด้วย โทรบอกดรีมกับปกรณ์ (นัดผ่าน hi5 ไปก่อนด้วย) คิดว่าจะมากันซักสี่ห้าคน ที่ไหนได้มากันเยอะมาก ยังกับ mini re-union แหนะ ปกรณ์บอกว่าหากไม่ติดงานแต่งแดงวันเสาร์คงมีมาอีกเพียบ มีดรีมกับเอก ปกรณ์ ยุกยุ้ย นิ่ม จุ๊บแจง รุ่งโรจน์ โชค แอน มาโนช เฮียตั้ม ชู พี่หมอตามมาสมทบอีกรอบ (เจอกันเมื่อวานแล้ว พี่หมอบอกดรีม แต่ก็ยังตามมา น่ารักจริง) ถึงแม้บางคนสภาพร่างกายจะเปลี่ยนไป คืออวบขึ้น (โดยเฉพาะ เฮียตั๊ม และ มาโนช) แต่ก็ยังเป็นเพื่อนคนเดิมที่รู้จักเมื่อ 18-19 ปีก่อน เป็นเพื่อนกันมากกว่าครึ่งชีวิตอีกนี่ ได้อัพเดทเรื่องราวของกันและกัน รวมถึงเรื่องราวทั้งทุกข์และสุขของเพื่อนอีกหลายคนที่ไม่ได้มา พอกินข้าวกันเสร็จ ถึงเวลาร้องเพลง ตามเคย เพื่อนสาธิตที่จะก่อกวนให้ร้องกันล่ม ยุกยุ้ยนี่ถ้าจะเป็นขวัญใจยามข้างนอกที่คิดกันว่าเป็นคนให้คะแนนร้องเพลงแน่ๆ เพราะได้คะแนนสูงมาก เต็มร้อยอยู่เพลงนึง ฮ่าฮ่า ชูร้องเพลงเพราะมาก (ไม่อยากเชื่อ ชูบอกต้องมั่นใจ และซ้อมบ่อยๆ) ไม่เขวตามเสียงนกเสียงกายุให้ล่มรอบข้างเลย นี่ได้ข่าวว่าเพิ่งอกหัก เดี๋ยวต้องส่งรูปไบหยูให้ดูซักหน่อย ความสูงนี่ใช้ได้เลย ดรีมบอกจะมีข่าวดีซักเดือนกุมภาหน้า อยากไปงานดรีมจัง ต้องลองหาเวลากลับบ้านให้ตรงงานดรีมซะแล้ว
เพื่อนเก่าคนเดิมๆ ที่ไม่ว่าจะเจอกันเมื่อไหร่ก็ต่อกันติดเนอะ คิดถึงๆๆๆๆ คราวหน้าจะนัดล่วงหน้านานๆ จะอยู่เมืองไทยให้นานขึ้น จะได้มารวมตัวกันอีกคงดี (เพื่อนว่า บางงานแต่งของเพื่อนสาธิตคงต้องมีสนามเด็กเล่นให้พวกลูกๆ ได้แล้ว) 15 juin I love you Beijing, but wo geng ai ni...lao gong :)Back to Melbourne.....so sad.....holiday is ending. I spent most of time in Beijing eating and shopping, life was so...o...o good and I did really enjoy it
9 juin City God temple - ShanghaiLast day in Shanghai, we spent time at the City God Temple. วันสุดท้ายในเซียงไฮ้ ไป City God Temple กัน ให้ความรู้สึกเหมือนไป Asakusa in Tokyo, Japan เลย คือ ประมาณว่าร้านขายของที่ระลึกเต็มไปหมดตรงทางเข้า มีร้านอาหาร มีของกินเล็กๆ น้อยๆ (เฉี่ยวชื่อ) ตามทาง ตัววัดจริงๆ ไม่ใหญ่มาก แต่อาคาร สถานที่ ร้านค้าที่รายรอบทำให้วัดแห่งนี้น่าสนใจ แต่ขอบอกว่าใหญ่กว่า Asakusa เยอะเลย ร้านค้าก็ตกแต่งกลมกลืนไปกับวัด ดูเหมือนสิ่งก่อสร้างเกี่ยวเนื่องกัน แวะทาน Xiao Chi food centre อาหารเพียบ ดูน่ากินไปหมด แพงกว่าร้านข้างนอกมาก วิลเลียมเลือกมา 13 อย่าง แต่รสชาติไม่สมราคาเลย ระหว่างทางก็แวะดูร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ ไปทั่ว เดินจนเหนื่อยกว่าจะไปถึงตัววัด
แป๊บเดียวถึงเวลากลับปักกิ่ง หลิงเทากับหยวนหยวน พาเรากับคุณวิลเลียมไปทานอาหารที่ภัตราคารเซียงไฮ้สุดหรู (อีกแล้ว) อิ่มหมีพีมันก็ได้เวลาขึ้นเครื่องกลับปักกิ่ง
ความเห็นส่วนตัว เซียงไฮ้ทันสมัยมาก แต่ตัวเมืองจริงๆ ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก (นอกจากสถานที่ช็อบ ใหญ่ ทันสมัย สวย และเยอะมาก) ต้องออกไปเมืองอื่นรอบๆ ไม่เหมือนปักกิ่งที่มีสถานที่โบราณให้ดูมากมาย อย่างเช่น Forbidden City, Temple of Heaven, The Great Wall, The Summer Palace เป็นต้น แต่ก็อย่างว่า คุณสามีอยู่ไหนก็อยู่นั่นแหละเนอะ เข้าข้างคนปักกิ่งอยู่แล้ว อิอิ
6 juin Suzhou - เมืองแห่งบ้านสวนโบราณพักที่โรงแรมในซูโจว เลยไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้า แวะทานข้าวเช้าเอาแรงก่อน แล้วออกตะลุยดูเมืองบ้านสวนจีนโบราณแห่งเมือง Suzhou วิลเลียมบอกว่า กว่า 10 สถานที่ใน Suzhou ได้รับการยอมรับว่าเป็นมรดกโลก หรือ World Heritage
บ้านหลังแรก ขึ้นชื่อว่าเป็น Lion Garden เพราะมีหินรูปสิงโตหลายตัวตั้งตระหง่านอยู่กลางสวน และมีเขาวงกดทำจากหินล้วนๆ อยู่กลางสระน้ำ อันนี้ไกด์บอกว่าถ้าเดินเข้าจากคนละทาง จะหากันไม่เจอในหนึ่งชั่วโมง ท่าจะจริงแฮะ มาถึงบางอ้อ ว่าเจ้าของบ้านสวนแห่งนี้จริงๆ แล้วเป็นปู่หรือตาของ Mr Pei คนที่ออกแบบปิรามิดแห่งลูฟท์ (คนนี้อีกแล้ว) นั่นเอง รวยกันมาหลายรุ่นแล้ว ไกด์บอกอีกว่าทุกๆ ปี Mr Pei จะมาเยี่ยมชมบ้านสวนแห่งนี้ (ตระกูลได้บริจาคให้รัฐบาลจีน) เป็นประจำ อายุตอนนี้ก็ 91 แล้วแต่ยังแข็งแรงมากอยู่
บ้านหลังที่สอง ใหญ่มาก แบ่งเป็นสามส่วน ศิลปะเป็นแบบสมัยหมิงและชิง กว้างมั่กๆ เดินจนเหนื่อย มีการแบ่งศาลาเป็นสี่ฤดู มีห้องนั่งเล่นของสวนหลายแห่ง แต่ละแห่งมีต้นไม้ต่างกันไป มีห้องหนึ่งเรียกว่าห้องไผ่ จะเห็นต้นไผ่อยู่รอบ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน สวยมาก จากห้องโถงกลาง มีกระจกเป็นสีออกฟ้าเข้มที่ไกด์บอกให้ลองมองผ่านดูไปที่สวนจะมองเห็นเหมือนฤดูหนาวที่มีหิมะปกคลุมไปหมด ซึ่งก็จริง สวยมั่กมาก ลายพื้นก็จะบ่งบอกถึงความหมาย ที่แน่ๆ เห็นทุกบ้านสวนที่ไป ที่หน้าบ้านจะมีลายเป็นรูปวงกลมข้างในสี่เหลี่ยม มีรูปค้างคาวอยู่ระหว่างกลาง อ่านเป็นภาษาจีนออกเสียงให้ความหมายว่าโชคดี ต้องเดินวนครบรอบ อีกลายคือรูปเหรียญจีนกับดอกไม้ ออกเสียงว่า (โหย่)ฮั่วเฉียร์ หมายความว่ามีเงินไว้ใช้สอย กระโดดตามคำไปหลายรอบ ถึงแม้จะเป็นหน้าร้อน แต่ไม่รู้สึกว่าร้อนเพราะต้นไม้ใหญ่เยอะมาก ร่มรื่นดี
บ้านหลังสุดท้ายที่จะดูคิดว่าจะไม่ได้ดูแล้วเพราะฝนตกหนักหลังชมบ้านที่สองเสร็จพอดี ปรากฎว่าฟ้าฝนเป็นใจหยุดตกตอนขับรถถึงบ้านหลังสุดท้ายพอดี หลังนี้ขนาดเล็กหน่อย ก็คล้ายๆ เดิม เป็นบ้านสวนจีนแบบโบราณ แพลนคล้ายๆ กัน แต่เล็กกว่า มีศาลาน้อยใหญ่ มีการสร้างเนินสูง สระน้ำ คล้ายๆ กัน ไกด์บอกว่าบ้านหลังนี้ประตูจะเปิดสู่ทิศใต้ (ถ้าจะไม่ผิดนะ) เพราะมีแม่น้ำไหลผ่านด้านนั้นพอดี ในขณะที่บ้านหลังอื่นจะเปิดสู่ทิศเหนือ อะไรประมาณนี้
5 juin Zhou Zhuang - China's water townshipsZhou Zhuang ออกเสียงว่า โจ้วจวง สร้างในปี คศ.1086 อารยธรรมยาวนานเกือบพันปีได้ อยู่กลางระหว่างเซียงไฮ้ ซูโจวและหางโจว เมืองนี้มีแม่น้ำล้อมรอบและตั้งอยู่ในเขตแม่น้ำ การคมนาคมหลักคือเรือ แพลนของเมืองเป็นแบบ "small bridges, running water and family homes" มีสถาปัตยกรรมสมัยราชวงค์หมิงและชิง (Ming & Qing Dynasty) หลงเหลือให้ดูอยู่มาก เป็นหนึ่งใน the World Cultural Heritage (มรดกโลก...อีกแล้ว) และถือเป็น National treasure ที่สำคัญแห่งหนึ่งของจีน (แปลและสรุปจากตั๋วเข้าชม)
วันนี้เช็คเอ้าท์ หลิงเทามารับเรากับวิลเลียมขับรถพาไปโจ้วจวง ประมาณ 1 to 1 1/2 hour drive from Shanghai ระหว่างทางเห็นชนบทของเซียงไฮ้ คิดดูแล้ว Australian rural กับ Asian rural นี่ช่างต่างกันจริงๆ คิดถึงสมัยก่อนที่ไปใช้ทุนที่ทุ่งหัวช้าง ขนาดแค่สองเดือน ห่างจากตัวเมืองลำพูนประมาณ 90 km แต่รู้สึกได้ถึงความเป็นกันดารจริงๆ ในขณะที่ตอนนี้ทำงานที่ Shepparton ห่างจากเมลเบอร์นประมาณ 180 km แต่มีสาธารณณูปโภคเพรียบพร้อม มีร้านค้า ร้านอาหาร ซูปเปอร์มาเก็ต มีเกือบทุกอย่างที่ในเมืองมี (ยกเว้นไม่มีเพื่อนอ่ะ ฮือๆๆ) ไม่ค่อยรู้สึกถึงความเป็นกันดารเลย กันดารของจีนก็กันดารจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นความแตกต่างคือ คนจนแถบเอเชียถึงจะจน ปากกัดตีนถีบ แต่ยังสามารถมองเห็นเค้าพยายามมีความสุขในแบบของเค้าได้ แต่คนจนออสซี่ บ้านก็มีอยู่ เงินก็มีใช้จากรัฐบาล (เงินภาษีตู
นอกเรื่องอีกแล้ว กลับมาที่โจ้วจวง วิลเลียมจ้างไกด์แต่พูดจีนนะ 80 หยวน (ถ้าพูดอังกฤษ 150 หยวน แต่เค้าบอกว่าไม่ได้ essential details อ่ะ) วิลเลียมก็เลยต้องแปลเป็นอังกฤษให้ฟังบางจุด (เราเน้นถ่ายรูปมากกว่าฟังประวัติศาสตร์อ่ะ) มีร้านค้าเต็มไปหมดตั้งแต่ทางเข้าแล้ว แต่บ้านเรือน ร้านค้าเป็นแบบโบราณไปหมดเลย วิลเลียมแวะซื้อตังเมไปฝากลูกน้อง เห็นร้านขาหมูเต็มไปหมด อ้อ ขาหมู Wan Tan ของที่นี่ดังมาก เป็นแบบแห้งๆ แต่ไปซื้อข้างในเมืองนะ ร้านดังที่สุด ประมาณว่าไม่ง้อลูกค้า ขาละ 100 หยวน (แพงมาก) แต่อร่อยสุดๆๆๆๆ โดยเฉพาะส่วนหนังและมัน (ของโปรด) แวะที่ร้านของอาจารย์เขียนแบบพู่กันจีนโบราณ วิลเลียมบอกว่าลายมือสวย (ดูไม่ออกอ่ะ) ปกติคุณสามีชอบศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของจีนอยู่แล้ว อาจารย์คนนี้แต่งกลอนสดโดยใช้ชื่อของเรากับวิลเลียม (เป็นภาษาจีน) โดยใช้วิธีซ่อนคำอักษรจีนสี่ตัวไปในกลอน น่าสนใจดี ตกลงคุณสามีเลยซื้อมาเก็บไว้เป็นของที่ระลึก
จุดแรกที่ไกด์แนะให้ชมคือ บ้านพิศวง อายุร่วมร้อยปีได้ (ถือว่าใหม่ของจีน) ต้องเสียเงินค่าเข้าเพิ่มอีก 20 หยวน ซึ่งบอกจริงๆ ว่าคุ้ม มีห้องเล็กห้องน้อยเต็มไปหมด มีเซ็ตของภาพวาดสามมิติเหมือนจริงมาก เป็นฝีมือของ I M Pei คนเดียวกับที่ออกแบบ Pyramids of the Louvre ถัดมามี Dizzy Room เป็นห้องเอียงๆ เวลาเดินเข้าไปแล้วมึนหัวจริงๆ มีเด็กซักสองขวบเดินเข้ามาเดินเซใหญ่เลย ตลกมาก
เดินออกมาเข้าสู่เมืองโจ้วจวง ให้บรรยากาศโบราณมากมีตึกเก่าๆ โบราณๆ แทรกไปกับแม่น้ำ สะพาน บ้าน ตลอดแนว สวยดี แล้วไกด์ก็พาไปชมบ้านคหบดีในสมัยก่อนหลายหลัง ที่ชอบมั่กมากคือการเอาหินอ่อนลายธรรมชาติมาประกอบกับการทำเก้าอี้ โต๊ะ เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ แถมยังมีแบบตั้งโชว์ด้วย ดูเผินๆ เหมือนรูปวาดจีนโบราณเลย
ระหว่างทางมีสะพานรูปร่างแปลกๆ มีชื่อ มีความหมายแตกต่างกันไป เช่น สะพานแห่งความสุข สะพานแห่งการใช้ชีวิตคู่ที่ดี
ที่น่าแปลกใจคือ รัฐบาลจีนเป็นคนจ้างให้ศิลปินพวกนี้มาอยู่มาทำกินในเมืองโจ้วจวงแห่งนี้ เหตุผลหนึ่งเพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปะโบราณด้วย อีกทั้งยังสร้างรายได้ให้ศิลปิน ยังมีเรื่องน่าทึ่งเกี่ยวกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ชุดนี้ให้รู้จักกันอีกเยอะ เอาไว้มาเล่าทีหลัง
ลึกเข้าไปเป็นวัดแบบมหายานกับวัดแบบเต๋า มีเสี่ยงเซียมซี วัดแบบมหายานเสี่ยงเซียมซีแบบบ้านเราคือเขย่าจนไม้มันหล่นลงมา หากได้ใบไม่ดีก็ซื้อผ้าสีแดงๆ ไปผูกกับต้นไม้ เหมือนที่วัดอาซากุสะ (Asakusa temple) ที่โตเกียวเลย ถัดไปเป็นวัดแบบเต๋า เสี่ยงเซียมซีแบบเต๋าไม่ต้องเขย่า อธิษฐานแล้วหยิบเอามาไม้นึง โฮะๆ ได้คำทำนายดีสุดๆ
คุณสามีกับเราใช้เวลานานมากกว่าจะเดินรอบเมืองเพราะแวะชมศิลปะเกือบทุกร้าน เกรงใจไกด์ แต่ว่าสี่วันในเซียงไฮ้นี่ เมืองโจ้วจวงถือว่าเป็น my favourite
แวะทานข้าวก่อนออกจากเมืองโจ้วจวง เมนูเด็ด ปลาตัวน้อยที่เวลาตกใจจะพองตัวออกเหมือนปลาปักเป้า เค้าว่ามันใช้ปอดหายใจ ตัวละหลายร้อย สั่งมาสองตัว เค้าทำอาหารสองอย่าง หนึ่งเป็นพะโล้แบบหวานๆ ซอสคล้ายๆ ที่ราดข้าวหน้าปลาไหลของญี่ปุ่นเลย สองเป็นซุบปอดปลา (โอ้โน) ความจริงรสชาติไม่สมราคานัก แต่ถือว่าเป็นของกินหายากละกัน ตั้งแต่มีสามีจีนนี่ ได้กินของแปลกๆ มากขึ้นทุกวันแฮะ
ตกเย็นไปทานข้าวกับหลิงเทาย่านถนนคนเดินของเมืองโจ้วจวง (ปัจจุบัน) มีอาหารจานเล็กมากมายให้เลือก (xiao chi) สมกับที่เป็นของขึ้นชื่อเลย สั่งมากินแบบไม่หวาดไม่ไหว อร่อย (ตามเคย) 4 juin Nihao Beijing-Shanghai วันแรกมาถึงสนามบินแห่งใหม่ของปักกิ่ง ใหญ่และทันสมัยมั่กมาก
มื้อแรกขอตรงดิ่งไปร้านของเพื่อนวิลเลียม เข่าหยู ก็ไอ้ปลาเผาแล้วเอามาต้มอีกรอบสุดโปรด
กลับบ้านมาต้องรีบแพ็คกระเป๋าอีกรอบ เพราะอีกวันต้องตรงดิ่งไปเซียงไฮ้ ตอนแรกว่าจะไปซีอานดูสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้กัน แต่มันใกล้จุดที่เกิดแผ่นดินไหว คุณวิลเลียมเลยเปลี่ยนแผนไปเซียงไฮ้กัน เย้ ช๊อบๆๆๆๆ ชื่อๆๆๆๆๆ (ตะลุยกิน) เพราะเซียงไฮ้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารจานเล็ก (เฉี่ยวชื่อ) มาก
ตื่นแต่เช้าไปถึงสนามบินทันเวลาพอดี เกือบสองชั่วโมงบินถึงเซียงไฮ้ แปลกใจสนามบินเล็กเชียว วิลเลียมบอกเป็นสนามบินเก่าแต่ใกล้ในเมือง มีเพื่อนของเพื่อนคนสำคัญของวิลเลียม คู่สามีภรรยา Ling Tao & Yuan Yuan มารับไปส่งที่โรงแรม โรงแรมที่เลขาของวิลเลียมบุ๊คให้ดีมาก (สมกับที่เราบอกก่อนว่า ชั้นจะอยู่โรงแรมดีๆ ย่ะ) บูติกสุดๆ พอถึงห้อง Ling Tao & Yuan Yuan ก็แจงรายละเอียดเรื่องรายการท่องเที่ยวให้วิลเลียมฟัง ความจริงคุณเลขาจองทัวร์ให้แล้ว แต่หลิงเทาบอกจะพาพวกเราเที่ยวเอง นี่ก็เป็นอีกธรรมเนียมของจีนที่สร้างความสัมพันธ์กันไว้เผื่อวันหน้าได้ช่วยเหลือกัน
หยวนๆ ติดธุระเลยขอตัวกลับก่อน หลิงเทาพาเรากับวิลเลียมไปทานอาหารกลางวันที่ภัตราคารอาหารเซียงไฮ้สุดหรู อร่อยมาก ไม่หวานเหมือนอาหารเซียงไฮ้ทั่วไป เสร็จแล้วยังเลี้ยงอีก เกรงใจมาก จากนั้นก็ขับรถไปส่งใกล้ๆ กับ Oriental Pearl จุดท่องเที่ยวสุดฮิต ระหว่างทาง เห็นร้านรวงในเซียงไฮ้ เสื้อผ้าสวยและทันสมัยมาก ผู้หญิงเซียงไฮ้ขึ้นชื่อเรื่องการแต่งตัวว่ามีรสนิยมดีกว่าเมืองอื่น นอกจากนี้ยังเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกมากเพราะเป็นจุดที่ชาวตะวันตกมาอยู่แบบกึ่งครอบครองนานกว่าร้อยปี เห็นสาวเซียงไฮ้เดินควงชาวต่างชาติตะวันตกเยอะมาก เยอะกว่าที่เห็นในปักกิ่ง ใครที่เคยอ่านหนังสือเรื่อง Shanghai baby จะรู้สึกเลยว่าผู้หญิงเซียงไฮ้เปิดเผยมากผิดจากภาพลักษณ์ของจีนคร่ำครึลิบลับ
กลับมาที่ Oriental Pearl ก็สวยอีกแล้ว ซื้อตั๋วขึ้นถึงชั้นที่สูงสุดที่จะขึ้นไปได้ มองเห็นเซียงไฮ้ได้รอบทิศ เมืองใหญ่หนาแน่นมาก มองเห็นตึกที่สูงสุดในเซียงไฮ้ด้วย แต่กำลังจะมีตึกข้างๆ สร้างให้สูงกว่าเพื่อทำลายสถิติในเร็วๆ นี้ คนเยอะมาก รอลิฟท์นานสุดๆ ขาลงมามีร้านเล็กๆ น้อยๆ ให้จับจ่ายซื้อของกัน แวะทานชีสเค๊ก อร่อยมาก สมกับที่ได้สูตรลับจากชาวตะวันตกเลย รสไม่จีนเลยขอบอก ตกเย็นไปเดินแถวใกล้ๆ The Bund หรือ Nanjing Road อันเลื่องชื่อ มีร้านค้าเยอะมากตลอดทางเหมือนถนนคนเดินของเชียงใหม่ แต่ใหญ่และทันสมัยกว่าเยอะ เดินจนเหนื่อยเกือบดึกเกินที่จะเห็นThe Bund เลยต้องนั่งรถแทกซี่กันเพราะเดินจนเหนื่อยแล้ว
The Bund หรือ Nanjing Road เป็นถนนสายยาวประมาณหนึ่งกิโลครึ่ง ด้านนึงฟากถนนเห็นตึกสไตล์ตะวันตกแบบเก่า อีกฟากฝั่งแม่น้ำเป็นตึก Oriental Pearl และตึกทันสมัยเพียบ สวยไปอีกแบบ วันแรกในเซียงไฮ้ตื่นตาตื่นใจน่าดู แต่ต้องกลับไปจัดของ (อีกแล้ว) เตรียมไปเที่ยวอีกเมืองใกล้ๆ เซียงไฮ้ เพื่อนสนิทคนเดิมๆแวะกรุงเทพหนึ่งคืนขามาปักกิ่ง นัดเจอเพื่อนหมอเชียงใหม่กัน ตอนกลางวันก็ช็อบแหลกกับอาร์ต นัดเจอน้องพีท มีน้องอิง (น้องสาธิตและน้องหมอเชียงใหม่) มาสมทบด้วย จากนั้นก็ไปทานข้าวเย็นกับร้องคาราโอเกะกันที่ร้าน Waterside กับเพื่อนหมอเชียงใหม่กัน ฝนตกหนักมากเลยไปถึงช้ามากและอดดูบรรยากาศริมน้ำเพราะมืดแล้ว มีน้องเก้ น้องเต้ง เดียร์ ทูน ภูมิ อิ๊งค์จะสอบบอร์ดอาทิตย์หน้าเลยไม่ได้มา แต่คุยกันผ่านโทรศัพท์ คิดถึงเพื่อนๆ จริงๆ เลย ไม่ได้เจอกันนานมาก กี่ปีแล้วนี่ ตั้งแต่จบอินเทอร์นล่ะมั๊ง แต่เจอกันทีไรก็ต่อกันติดทุกที เม้าท์กันกระจายลืมมาดอาจารย์หรือ fellow กันเลย สนุกมากๆ ได้อัพเดทเรื่องราวของแต่ละคน มีเรื่องมันส์ๆ ฮาๆ มาเล่าให้กันฟัง คุยกันลืมเวลา ลืมร้องเพลง แต่ละคนมีชีวิตที่ต่างกันไป แต่ดูมีความสุขกันดี คิดถึงๆๆๆ เดียร์ทูนยังรักกันเหนียวแน่นเหมือนเดิม น้องเก้ผอมไปเยอะแต่ก็ยังเป็นน้องเก้คนเดิม ภูมินี่ไม่เปลี่ยนเลย น้องเต้งก็ฮาประสาสาวมั่นแต่ไม่ลงมือเหมือนเคย (เหมือนกัน ฮ่าฮ่า) เพื่อนเรานี่ไม่เปลี่ยนจริงๆ งวดหน้าต้องนัดกันเนิ่นๆ จะได้เจอเพื่อนๆ อีก ช่วงนี้เป็นช่วงสอบบอร์ด เพื่อนหลายคนติดอ่านหนังสือมาไม่ได้กัน คราวหน้าต้องรวมพลได้มากขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ
กว่าจะรัก เท่าวันนี้ กว่าจะมีคนมาเข้าใจต้องใช้เวลา ใช่เพียงมองตากันเมื่อไร อยากจะคิด ต้องจากกันเป็นแค่ฝันแต่ความจริงนั้นเรายังอยู่เคียงข้างกัน ดั่งวันวาน.......จริงๆ แฮะ |
|
|