Sira's profileSira's spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 30

    กลับสู่ภาวะปกติ

    หลังจากโดนมรสุมงานเข้า (ศัพท์นี้ได้จากน้องโมมา) โดยไม่รู้ตัว เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ  แฮบปี้เหมือนเดิม ความจริงมีอะไรๆ หลายๆ อย่างเกิดขึ้น แต่ก็นะมีข่าวเด็ดแทรกเข้ามาเรื่องปกติประจำวันเลยต้องโดนดีเลย์ไป
     
    sira 071sira 039

    พามามี้ไปเยี่ยมบ้าน Sophia, Victor & David (little Victor) แล้วก็พ่อแม่ของวิกเตอร์กับพ่อของโซเฟีย บ้านที่เล็กอยู่แล้วของโซเฟียเลยดูแคบไปอีกเพราะคนเยอะมาก....ก.....ก  เดวิดอายุแค่ห้าเดือนครึ่งแต่อ้วนและตัวใหญ่มาก หนักเท่าเด็กหนึ่งขวบเลย สาเหตุเพราะโซเฟียเธอมีน้ำนมเหลือเฟือแถมเลี้ยงลูก จะว่าไปก็ไม่ค่อยถูกนักให้นมลูกทุกสองชั่วโมงเลยทั้งๆ ที่เด็กดูแฮบปี้ อิ่มดี แต่ทางแม่ย่าของเธอก็บอกให้นมลูกได้แล้ว  โซเฟียเคยถามว่าทำไมลูกเธอแหวะนมเยอะจัง ความจริงเด็กอายุน้อยกว่าหกเดือนนี้ หูรูดระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะยังทำงานได้ไม่ดี บีบรัดไม่ได้ดี อาจมีอาการอาหารไหลย้อนได้ (reflux) แต่นี่เด็กตัวโตมาก อ้วนจนเนื้อจะปริแล้ว สาเหตุที่เป็นไปได้อย่างมากคือเด็ก overfeed เคยบอกโซเฟียไปหลายครั้งแต่เธอก็ไม่เชื่อ แถมยังตอบกลับอีกว่า ลูกเธอไปตรวจมาน้ำหนักมากสุดในกลุ่ม ดีจังเลย ก็นะ ไม่รู้จะว่าไง ความจริงเด็กอ้วนมากๆ เกิน 95th centile ไปเยอะนี่ก็ไม่ดีนะ มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนได้ในอนาคต แล้วบ้านนี้เวลาลูกร้องแอะนึงก็อุ้ม แอะนึงก็ให้นม เด็กติดมือมากเลย ดูแล้วเห็นความแตกต่างของเด็กเอเชียกับเด็กฝรั่งมากเลย มิน่าเค้าถึงว่าเ้ด็กสมัยใหม่นี่ พ่อแม่รังแกฉัน จริงๆ (ไม่รู้ว่าเวลาตัวเองมีลูกบ้างจะรังแกลูกอย่างนี้รึเปล่า ตอนนี้ก็วิจารณ์เค้าได้แหละเนอะ แหะๆ) เดวิดดูอ้วนก็น่ารักดีแต่ถ้าอ้วนกว่านี้คงไม่ดีแน่ๆ

    แล้วก็หมด GP workshop ของปีนี้ ไป Albury มา ก็วันเดียวกับที่โดนคนโรคจิตโทรมาด่านี่แหละ ก่อนหน้าวันนั้นวันนึงล้มก้นกระแทกพื้นอย่างจังในคลินิก เพราะเก้าอี้เลื่อนมันเลื่อนไถลออก คนไข้ถามใหญ่เลย Are you ok? อายจัง อีกวันที่ไป workshop ก็มีกิจกรรมก่อนมื้อเย็นเป็นพายเรือแคนู คือความจริงได้รับอีเมลล์ก่อนหน้าว่าถ้าจะไปให้ register ชื่อ นี่ก็ไม่กะจะไปไม่ได้ลงชื่อไว้ ไม่ได้ตอบเมลล์ พอไปถึงที่ (เพราะกะไปถ่ายรูป) ปรากฎว่าแม่งานจัดให้ทุกคนลงเรือกันหมด เฮ้อ ตกกระไดพลอยโจนจริงๆ สรุป ได้พายไอ้เจ้าเรือแคนูนี้รวมได้ 8 km ใช่แปดกิโลจริงๆ ฝนตกอีกต่างหาก เหนื่อยมาก ก็เลยเป็นโชคดีของของคนโรคจิตที่โทรมาหาไปที่เราไม่ได้โทรไปด่าตอบ เพราะเหนื่อยและหิวสุดๆ เย็นนั้น 
     
    sira 053sira 052

    เสาร์อาทิตย์ต่อจากนั้นก็ได้อยู่เวรเวรแรกที่ Euroa เงียบมาก ไม่มีอะไรเลย แต่เหงา หนาว เช้าวันจันทร์บึ่งรถกลับบ้านทันที แค่นอนบ้านเราแค่วันเดียวก็ต้องขับรถกลับมาทำงานที่ Shepparton แต่ก็นะ No place like home. ^__^
    sira 025
    November 24

    ขอบคุณที่เป็นห่วง ยังแข็งแรงเสมอจ้า

    สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เขียนมา โทรมา อีเมลล์มา sms มา ให้กำลังใจกันเยอะมาก แท้งกิ้วจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าคุณเค้าทั้งคู่จะได้อ่านรึเปล่านะ ถ้าไม่ได้อ่านก็ไม่รู้ตัวซักที แย่จัง

    อัพเดทหน่อยละกัน คุณที่โทรมาด่านี่ โทรมาคืนวันพุธ แต่บังเอิญวันนั้นอยู่ workshop ไม่มีเน็ตไง ก็เลยเขียนบันทึกเก็บไว้ มาได้เช็คเน็ตก็เช้าวันศุกร์แล้ว มีอีเมลล์จากผู้ชาย (รึเปล่า) ของคนที่โทรมาด่านี่แหละสองฉบับตอนคืนวันพุธ (คงหลังจากโทรแหละ) ใช้ subject ว่า E RAD แต่ไม่เขียนอะไรในเมลล์ พร้อมบล็อกเราจาก contact ไปเรียบร้อยแล้ว ถึงคุณเธอไม่ทำฝ่ายเราก็จะบล็อกคุณผู้ชายของเค้าจาก contact อยู่แล้ว แต่คุณที่โทรมาด่านี่คงกำลังบ้าหน้ามืดเลยไม่ลบ signature ของผู้ชายคนนี้ออกก่อน ก็เลยมีชื่อนามสกุลเต็ม รวมถึงสังกัดที่เค้าเรียนและทำงานอยู่ เก็บไว้เป็นหลักฐานได้อย่างดี ฮ่าฮ่าฮ่า บ่งบอกถึงความขาดสติและความไม่เฉลียวของคุณเธอจริงๆ แล้วคุณที่โทรมาด่าก็ส่งอีเมลล์มาอีกคืนวันพฤหัส คราวนี้ใช้อีเมลล์ของคุณเธอเอง ทำนองว่า ขอโทษกับการกระทำที่ “unacceptable”ของคุณเธอ (ใช้เวลาเป็นวันเนอะ กว่าจะคิดได้) เป็นเพราะคุณเธอเข้าใจผิด ได้รับข้อมูลผิดๆ มาตลอด (ข้อมูลน่ะน่าจะถูก แต่คุณเธอคิดไปเองแบบผิดๆ) ตอนนี้รู้แล้วว่า you didn’t intend to do anything inappropriate อ้อ เพิ่งรู้เหรอ เราน่ะไม่ใช่แค่ didn’t intend to do หรอกนะ I haven’t done, don’t do and will never do ไม่ใช่แค่ไม่เคยตั้งใจที่จะทำ แต่เราไม่เคยทำ ไม่ได้ทำ และไม่มีวันที่จะทำต่างหาก ขนาดจะขอโทษยังใช้คำแบบนี้อีก ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือมีความบกพร่องด้านภาษา เหอๆ แต่ก็นะ เวลาโทรมาด่านี่กล้าโทรมาได้หลายๆ ครั้ง sms อีเมลล์อีก แต่ไม่กล้าโทรมาขอโทษ แล้วก็อีเมลล์มาง่ายๆ สั้นๆ เพื่อขอโทษนี่เหมือนไม่เต็มใจ ดีไม่ดีคุณผู้ชายของเธออาจเป็นคนบังคับให้คุณเธอเมลล์มาหรือเป็นคนเมลล์มาเองเพราะไหวตัวทันที่มี signature ของตัวเองในอีเมลล์ที่ส่งมาด้วยคำหยาบโชว์หราอยู่  เพราะถ้าเรื่องนี้ถึงสถาบันมีแต่เสียกับเสียถึงตัวฝ่ายชายเอง อาจจะถึงขั้นเสียดีกรี เสียงานเลยก็ได้ (สร้างปัญหาให้กันและกันเองแท้ๆ คู่นี้)

    แต่ก็นะ อุตส่าห์เขียนเก็บไว้ตั้งแต่ตอนโดนด่า เลยเอามาลงประจานคุณเธอหน่อย ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากการกระทำของคนที่ได้ยินมาว่าสวยหวานสุดๆ พูดจาไพเราะคะขา การศึกษาสูง ชาติตระกูลดี มีงานดีๆ ทำ (ถ้าดีแบบนี้แล้ว self esteem หายไปไหนหมดก็ไม่รู้) จะได้ไม่ทำอะไรบ้าๆ อย่างนี้กับใครอีก กล้าทำก็ต้องกล้ารับผลที่ตามมา  บางคนบอก อย่าเอาไปลงบล็อกเลย เขียนอีเมลล์ตอบเค้าดีๆ เพราะเดี๋ยวก็มองหน้ากันไม่ติด เอ่อ ก็นะ คงจะได้มองหน้ากันอีกหรอกในชีวิตนี้ ไม่ต้องรู้จักกันนับตั้งแต่วินาทีที่คุณเค้าโทรมาวีนแล้วแหละ แล้วอย่างที่เขียนครั้งที่แล้ว ฝ่ายชายนี่น่าจะอายแทบแทรกแผ่นดิน (หรืออาจจะไม่ เพราะคุณเค้ารักแต่ตัวเอง คงคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัว คบผู้หญิงคนนี้ไว้บังหน้าปกปิดความจริงบางอย่างเท่านั้นแหละ) ส่วนคุณที่โทรมาด่า ถ้ากล้ามาสู้หน้าเราได้ก็แปลก (แต่ไม่แน่ เพราะคุณเธอดูเหมือนจะแปลกและจิตไม่ค่อยปกติ) เพื่อนดีๆ เราก็มีเยอะไป เรารู้จักคุณผู้ชายของฝ่ายนั้นแค่ 2-3 เดือนเอง กินข้าวด้วยกันแค่สามครั้ง (เป็นกลุ่มทุกครั้ง หลักฐานมีพร้อม)  ไม่เคยและไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับชีวิตเราเลย ไม่เห็นต้องรู้จักกันต่อ ต่างคนต่างอยู่ จบ

    ก็รู้ว่าที่เขียนไปตอนที่แล้วมัน แรงเหมือนกัน เล่าให้มามี้ฟัง มามี้บอก อู้ หนูเขียนแรงจัง แต่เทียบกับที่เค้าทำกับฝ่ายเรา ก็โอเค เราไม่ได้ใช้คำหยาบคาย มามี้ไม่ว่าอะไร เคารพการตัดสินใจของเรา เรากล้าทำ กล้ารับผิดชอบ คนที่ไม่รู้จักคงคิดว่าเราแรง น่ากลัวจัง แต่อยากให้ลองคิดดูว่าขนาดพ่อแม่ สามี ญาติพี่น้อง ครูอาจารย์ เพื่อนๆ ของเรา ยังไม่เคยมีใครมาด่าเราแรงๆ อย่างนี้ แล้วคุณที่โทรมาด่านี่ ไม่เคยเจอกัน ไม่เคยรู้จักกันเลย ไม่ได้มีบุญคุณอะไรต่อกัน คุณเค้าเป็นใครและวิเศษกว่าคนอื่นยังไงถึงมีสิทธิ์มาด่าเราหยาบคาย ไร้มารยาท และ low อย่างนั้น เราอยู่ของเราดีๆ แท้ๆ โดยเฉพาะคำที่ขึ้นต้นด้วย ร เรือทั้งสองคำนั้น มันเกินไป รับไม่ได้จริงๆ แค่อยากปกป้องสิทธิ์ของตัวเองและประจานการกระทำของคุณที่โทรมาด่าเพราะคุณเค้าอาจทำมาบ่อยๆ จนชิน (เพราะความหึงขั้นจิต) จะได้ไม่ทำกับคนอื่นๆ อีกถ้ายังมีสามัญสำนึก ถ้าคุณเธอได้มาอ่านแล้วยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมตัว ก็แสดงว่าการศึกษาสูงๆ ไม่ได้ทำให้สามัญสำนึกของคนสูงขึ้นเลยหรือไม่ก็ถึงขั้น Lack of insight แล้วแหละ

    ก็นะ เขียนเสร็จแล้วก็จบ อโหสิกรรมให้คุณเค้าทั้งคู่ บอกแล้วไงทำทานให้สัตว์โลกผู้ยากไร้ ไม่รู้สึกอะไรแล้วแหละ กลับมาใช้ชีวิต happy ๆ ของเราตามเดิม เฮ้อ แต่แย่เลยไม่มีเรื่องมันส์ๆ ให้เม้าท์อีกละ  (อิอิ) แต่ต้องขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนๆ ที่เป็นห่วงและให้กำลังใจ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ตอนนี้สบายดี ไม่คิดมากอยู่แล้ว อย่างที่รู้เป็นคนตรงๆ บ้าๆ ต๊องๆ อย่างนี้แหละ มองโลกในแง่ดี ใครดีมาก็ดีตอบ ใครร้ายมาก็ถือว่าฝ่ายโน้นไม่ดูตาม้าตาเรือเองละกัน สวยใสมั่นใจไร้สติและสู้คนอยู่แล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า ดีใจที่มีเพื่อนดีๆ โดยเฉพาะตอนที่มีเรื่องแย่ๆ เข้ามาในชีวิตนะ ตอนนี้ไม่ต้องเป็นห่วง โอแข็งแรงและยังทาน (เยอะๆ) ได้นอนหลับ (เยอะๆ) ได้อยู่เสมอจ้า

    November 21

    อยากให้คุณที่โทรมาด่าได้อ่านค่ะ

    Written on 19/11/2008.

    เพิ่งกลับจาก Last GP workshop สำหรับปีนี้ที่ Albury มา มีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้นในชีวิต ถือว่าสะเดาะเคราะห์ก่อนลาภก้อนใหญ่จะมาละกัน ให้ทานพวกบัวใต้ตมไป สงสัยชีวิตคงจะราบเรียบเกินไป เลยมีคนมาทำให้มันมีอะไรที่น่ารำคาญใจเกิดขึ้น  

    เนื่องจากบล็อกนี้เป็นบล็อกส่วนตัว ขอบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นถึงขั้นฟ้องร้องจะได้มีข้อมูลอ้างอิง (เหมือน Medical documentation เขียนมันให้ละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น เผื่อโดนฟ้องในภายหน้า) สิ่งที่เกิดขึ้น ถือเป็น verbally abused ผิดกฎหมายค่ะ รวมถึงขอเขียนไประบายไปหน่อยละกัน ส่วนบทสนทนาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนถัดไปเป็นความคิดเห็นปนกับอารมณ์ส่วนตัวที่อาจจะเข้าข้างตัวเองไปบ้าง (เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน) ไม่ได้อยากว่าหรือพาดพิงถึงใครแต่อยากปกป้องสิทธิ์ของตัวเองเท่านั้นเพราะคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ไม่ยุติธรรมที่จะยอมให้ถูกกระทำฝ่ายเดียว (เล่นบทนางเอกยุคใหม่ ตบมา ตบตอบ ฮ่าฮ่าฮ่า) ถ้าคุณที่โทรมาด่าแบบไร้สติแวะมาอ่านด้วยจะเป็นการดีมากค่ะ จะได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกนำมาประจาน เหมือนได้ส่องดูเงาในกระจก จะได้รู้ว่าตัวเองน่ะป่วยมากไปรับการรักษาได้แล้ว

    เรื่องมีอยู่ว่า  ขณะกำลังรอไปทานข้าวกับเพื่อนๆ GP registrars ด้วยกัน มีเบอร์โทรศัพท์ของพี่คนไทยที่รู้จักกันโทรเข้ามา

    เรา : ฮัลโหล ค่ะ

    ปลายสาย:  เสียงผู้หญิงกับผู้ชายคุยกัน

    เรา:  ฮัลโหล ฮัลโหล

    ปลายสาย:  (เสียงแป๊ดๆ) น้องใช่มั๊ยที่โทรมาหาพี่.... เค้าบ่อยๆ ที่ชวนไปทานข้าวกัน โทรมาอยู่ได้ พี่เค้าไม่อยากไปด้วยก็ยังโทรมาอยู่ได้ หน้าด้านจริงๆ  

    เรา:  เอ่อ.... (กำลังอึ้ง ใคร อะไรหว่า) ไม่ได้คุยกับพี่....มาตั้งนานแล้วค่ะ

    ปลายสาย:  นี่แล้วก็อีเมลล์มาอยู่ได้บ่อยๆ หน้าด้านหน้าทนที่สุด.... สายตัด

    เอ่อ  งง อึ้ง อะไรหว่า เกิดอะไรขึ้น ไม่รู้จะทำไง กำลังงง  ไม่กี่นาทีถัดมา เบอร์เดิมโทรมาอีก แล้วก็ได้ยินคำๆ นี้ที่ไม่เคยได้ยินมานานหลายสิบปีในชีวิตประจำวัน ต่ำและหยาบคายมาก ไม่อยากเชื่อว่าจะมาจากปากของคนที่มีการศึกษา มีชาติตระกูลดีอย่างที่เค้าว่ากัน

    ปลายสาย:  ร่xx นักเหรอ ที่ทำแบบนี้ อยากนอนกับพี่เค้ามากใช่มั๊ย

    เรา:  (อึ้งเลย) เอ่อ...ไม่ได้ไปกันสองคนเลย ไปกันเป็นกลุ่ม (ยังไม่ทันจบประโยคดี) ...... สายตัดอีก (สงสัยโดนฝ่ายชายกระชากโทรศัพท์)

    อะไรฟะ ยังไม่ได้คุยอะไรกันเลย เราได้แต่งง อึ้ง อีกฝ่ายเอาแต่ด่าปาวๆๆๆๆๆ ประสาทจริงๆ ผู้หญิงอะไรหว่า หึงบ้า แบบ Morbid jealousy (เข้าขั้น jealous delusion ละมั๊ง) เพิ่งเคยเจอในชีวิตจริงนอกคลินิก นอกวอร์ด แถมเจอกับตัวอีก อย่างนี้ต้องส่งต่อให้ปรึกษาจิตแพทย์หรือหมอโรคจิตแล้ว (คิดตามประสาหมอ เดี๋ยวจัดทำ mental health care plan item 2710 ให้ซะเลย จะได้เงินเข้ากระเป๋าอีก $150 พี่เชอร์รี่บอกเจออย่างนี้ยังคิดเรื่องเงินได้ โฮ่โฮ่โฮ่) พฤติกรรมไร้สติแบบนี้น่าสมเพทมากกว่าน่าสงสารจริงๆ

    ได้ข้อความเข้าอีกจากเบอร์เดิม อ่านว่า e rad โอ้โห แรงมากเลยนะเนี่ย (เมมไว้แล้ว เยินมาก ถ้าไม่หยุดพฤติกรรมเหล่านี้ได้จดหมายจากทนายของชั้นแน่ๆ) แน่จริงก็โทรมาแล้วอย่าวางหูโทรศัพท์ใส่ คุยกันให้รู้เรื่องดิ นี่ยังไม่รู้จักกัน ยังไม่เคยเจอกัน ไม่ฟังความอะไรเลย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเรากับผู้ชายของเธอเลย โดนด่าฟรีเลยชั้น  (ไม่ฟรีแล้ว ขอเขียนประจานเธอกลับหน่อย) ซวยจริงๆ  โทรหาพี่เชอร์รี่ พี่รี่บอกว่าอย่าไปใส่ใจ เค้าคงทะเลาะกันเองแล้วไม่รู้จะลงกับใครเลยมาลงกับฝ่ายเรา แต่ด้วยความหิวเพราะวันนั้นพายเรือแคนนู 8 km เป็นกิจกรรมหลัง workshop เหนื่อยมาก ขอไปทานข้าวก่อนละกันแล้วค่อยคิดใหม่  (น้อยบอกทีหลังว่า โห ยังมีอารมณ์ไปกินข้าวได้ แหะๆๆ เรื่องกินนี่เรื่องใหญ่) กองทัพต้องเดินด้วยท้อง

    กลับมาโรงแรม โทรปรึกษาพวกพ้องก๊วนกินคนอื่นๆ ว่าอะไรนี่ งง ชั้นโดนพวกสติแตกคุกคาม ทุกคนอึ้งและงงมาก หลายคนบอกเหมือนกันอีกว่า เค้าต้องทะเลาะกันแน่ๆ แล้วคุณที่โทรมานี่ไม่รู้จะลงกับใคร เลยมาลงที่เรากลายเป็นผู้ถูกกระทำไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันเกินไป แรงเกินไปจริงๆ คุยกับพี่ม่อนที่บริสเบน พี่ม่อนบอกคุณน้องไม่ได้ทำอะไรเลย มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่มันประสาท บ้า ไร้สาระจริงๆ อย่าไปสนใจ โทรไปถึงน้องพีทที่ Hobart น้องพีทบอกถ้าเค้าโทรมาอีกเอาเบอร์มาเลยพี่ ผมจะโทรไปเฉ่งตอบ เจ๋งจริงน้องพี่

    เหตุเริ่มจากที่ ปกติแล้วเราเป็นคนประสานงานตะลุยกิน กินกันเกือบทุกสัปดาห์ถ้าว่างตรงกัน (มีรูปในบล็อกเป็นพยาน) เป็นคนโทร ส่งข้อความ หรืออีเมลล์บอกทุกคน ไม่ได้ส่งเฉพาะ สามี (ไม่ตีตรา) ของใครนะเฟ้ย บ้าอย่างนี้ทำไมไม่โทรเรียงตัวหว่า โทรด่าแต่ตูทำไม เพื่อนพ้องก๊วนกินให้กำลังใจกันดีมาก (Thank you, love you all อิอิ)  เข้าข้างกันสุดฤทธิ์ เพราะทุกคนรู้และเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร อะไรจริง อะไรผิด อะไรถูก พวกพ้องเยอะเฟ้ย เป็นคนดี ตรงๆ จริงใจ คนรักเยอะ (แท้งกิ้วหลายเด้อ) หลักฐานมีพร้อมว่าไปกันเป็นกลุ่ม มีแค่ไม่กี่ครั้งที่แวะไปรับพี่เค้าเพราะเป็นทางผ่านไปร้านอาหาร (นี่มันคือการมีน้ำใจนะเฟ้ย) มันผิดหรือนี่ ทุกคนในก๊วนตะลอนกินได้ข้อความ อีเมลล์กันทั่วถึง ถึงสามี (ไม่ตีตรา) ของคุณเธอไม่ไป พวกเราก็ไปกินกันอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ถ้ายังบ้าอย่างนี้มาอีกรอบจะฟ้องกลับเลยนะว่าหมิ่นกันนี่หว่า แล้วถ้าคุณของเธอไม่อยากไปทำไมไม่บอกแต่แรกล่ะ ขอบอกเลยว่าคุณของเธอน่ะให้นามบัตรชั้นก่อน (ใช่ เค้าให้นามบัตรชั้นก่อนเฟ้ย ให้แต่ชั้นคนเดียวด้วยวันนั้น อ่านแล้วกรี๊ดได้เลยย่ะ) แล้วยังบอกอีกว่า นัดกันไปทานข้าวที่ไหนให้บอกกันด้วยนะ ไม่งั้นชั้นไม่ชวนหรอก ไม่มีคุณของเธอมาร่วมกลุ่ม พวกเราก็ไปกินเฉพาะก๊วนเราเองได้ คิดว่าตัวเองกับผู้ชายของตัวเองดีเลิศกว่าคนอื่นรึไง ความสำคัญมันอยู่ที่ว่าไปกันเยอะ ได้กินกันหลายอย่างขึ้น แชร์กันถูกลง เท่านั้น จบ ใครก็ได้ที่ทานอาหารได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคุณของเธอคนเดียวซักหน่อย

    อีกประเด็น ชั้นก็แต่งงานแล้ว (นี่ขนาดแต่งงานแล้วนะ ยังโดนหึงขนาดนี้) แล้วสามี (ตีตราและถูกต้องตามกฎหมายนะ) ของชั้นก็ดีไม่น้อยไปกว่าของใครล่ะหว่า จบปริญญาตรี โท เอก จากมหาวิทยาลัยเจ๋งๆ ทั้งนั้น ฐานะการงานมั่นคง รวยเฟ้ย หน้าตาก็โอ แบ๊คอัพครอบครัวก็ดี มีบ้านให้ชั้นสามประเทศ แล้วชั้นจะไปแย่งของใครทำไม ตัวชั้นเองก็เป็นหมอในออสเตรเลียนะเฟ้ย (มีปัญญาเรียนสายวิทย์และสอบหมอติด ได้แพทยศาสตร์บัณฑิตมาแบบไม่ต้องขยันมาก ไม่โง่)  ทำงานแค่สี่วันต่ออาทิตย์ได้เงินเดือนมากกว่าของเธอรวมกับผู้ชายของเธออีก แล้วชั้นจะเอาใครมาเกาะชั้นทำไม เอาเงินไปซื้อน้องหลุยส์ให้ตัวเองมาสะสมเล่นๆ ดีกว่า ตัวชั้นเองก็มาจากครอบครัวดี ถึงไม่ไฮโซเลอเลิศ แต่ก็ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน ทำงานสุจริต มีคนนับหน้าถือตา มีตังค์ส่งลูกไปเมืองนอกทุกปี ลูกๆ ช่วยเหลือตัวเองได้ พ่อแม่ไม่สั่งสอนให้ด่าใครไร้สาระ ไม่สอนให้พูดจาต่ำๆ เหมือนใครบางคน  มามี้สอนตลอดให้เป็นผู้หญิงเก่ง พึ่งพาตัวเองได้ ไม่หวังจะเกาะหรือพึ่งผู้ชายอยู่แล้ว คิดว่าตัวเองและผู้ชายของตัวเองดีเลิศกว่าคนอื่นหรือไงถึงมาด่าคนอื่นปาวๆๆ อย่างนี้

    ถ้าเราเป็นผู้ชายคนนี้ คงอายแทบแทรกแผ่นดิน คงไม่กล้าเจอหน้าใครที่แฟนตัวเองมีพฤติกรรมทางจิตแถมพูดจา low และหยาบคายอย่างนี้อีก สวยแค่ไหนก็เลิก ไม่เอาไว้ประจานตัวเองหรอกว่ามีแฟนสติแตกแถมไร้สมรรถภาพในการควบคุมผู้หญิงของตัวเอง

    ถ้าเราเป็นผู้หญิงที่โทรมา ผู้ชายที่ไม่แคร์ ไม่รักเรา ไม่ชัดเจน ไม่ตรงไปตรงมา จะเสียเวลาทำไม ทิ้งไปนานแล้ว ผู้ชายไม่ได้มีอยู่คนเดียวทั้งโลก ประสาท

    Unhealthy relationship จริงๆ คู่นี้ ไม่ไว้ใจกันแล้วคงไปกันรอดเนอะ หรือว่า คนสองคนเค้าอาจจะมีอะไรๆ เหมือนๆ กันก็ได้ เลยอยู่กันได้ สาธุ

    ถึงคุณที่โทรมาด่า

    1.       พฤติกรรมของคุณเข้าขั้น Morbid jealousy ค่ะ ควรจะได้รับการตรวจรักษา อาจมีส่วนของ personality trait เป็นแรงหนุนอยู่ด้วย ยังใช้ immature defense mechanism อยู่ รวมถึงมีปมในใจที่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญมาวินิจฉัยและช่วยคลายปมต่อไป หึงหนักอย่างนี้คงอยู่กับใครนานๆ ลำบาก ถ้าดิชั้นเป็นผู้ชายคงไม่เอามาเป็นแม่ของลูก เพิ่มความเครียดให้ชีวิต ไม่ไหวค่ะ

    2.       ถ้าผู้ชายของคุณไม่แสดงความรัก ไม่โทรหา ไม่ใส่ใจ ไม่จริงใจ ไม่อธิบาย คุณแน่ใจเหรอคะว่าเค้ารักคุณ แต่ถ้าคุณแน่ใจว่าคุณสองคนรักกัน ควรไว้ใจกันค่ะ อย่าใช้แนวคิดที่ว่า แฟนชั้นดีเลิศประเสริฐสุด ใครๆ ก็อยากได้ (เพราะมันไม่จริง) มาสร้างความมั่นใจให้ตัวเองเลยค่ะ เพราะมันยิ่งทำให้ตัวเองดูด้อยค่าลงเรื่อยๆ ผู้ชายดีๆ ไม่ได้มีแค่คนเดียวหรอกนะคะ

    3.       ถ้าไม่สามารถควบคุมคนของคุณได้ เค้าไม่ได้ดั่งใจ ก็กรุณาอย่าพยายามเอาคนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย มันยิ่งทำให้คนอื่นรู้สึกสมเพช (มากกว่าสงสาร) คุณมากขึ้นค่ะ

    4.       สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุลค่ะ พฤติกรรมหลายๆ อย่างอ้างอึงถึงการเลี้ยงดูจากบุพการีค่ะ เอาแบบตรงๆ ดิชั้นไม่อยากร่วมเตียงกับใครที่ไม่ใช่สามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของดิชั้นเองค่ะ คำว่า xxx ที่คุณใช้นี่ไม่รู้ว่าการที่คุณลงทุนบินมาหา มาอยู่ร่วมห้องกับผู้ชายที่ไม่ได้แต่งงานด้วยนี่มันไม่ xxx เหรอคะ ลองคิดดู (หมายถึงคุณที่โทรมาด่า only)

    5.       อ้อ คุณคะ ดิชั้นคิดว่าดิชั้นมีพร้อมในหลายๆ อย่าง (ตามหลักเกินพอเพียงเล็กน้อย) มีครอบครัวที่อบอุ่น มีคุณสามี (ที่ถูกต้องตามกฎหมาย) ที่ดิชั้นรักและรักดิชั้นมั่กมาก โทรหาดิชั้นวันละหลายหน เรามีหน้าที่การงานที่มั่นคง สถานภาพทางสังคมที่ดี มีบ้านหลายหลัง มีเงินใช้เหลือเฟือ ท่องเที่ยวมาแล้วเกือบทั่วโลก มีสมอง กำลังและความสามารถที่ไม่คิดจะพึ่งพาใครอื่น คุณอย่ามาเสียเวลาสร้างปัญหาให้คนที่มีชีวิตมั่นคงอย่างดิชั้นโดยใช้วิธีไร้สาระเหมือนคนหมดทางสู้เลยนะคะ เพราะดิชั้นมันเป็นพวกสวยใสมั่นใจไร้สติซะด้วยสิ (เหมือนที่น้องโมบอก ฮ่าฮ่า) และสู้คน ยังไงก็ไม่สั่นคลอนง่ายๆ เสียใจด้วยค่ะ

    ถึงผู้ชายของคนที่โทรมาด่า

    1.       สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าคุณจะรู้เห็นหรือไม่รู้เห็นก็ตาม คนมีการศึกษาระดับอย่างคุณน่าจะเข้าใจดีว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรสมควรหรือไม่สมควร และคุณควรทำอย่างไร คนของคุณทำให้คนอื่นเดือดร้อนจากปัญหาของคุณสองคนเอง แสดงว่าคุณไม่สามารถควบคุมเธอได้ ถ้าคุณแมนหรือเป็นสุภาพบุรุษพอคุณน่าจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้เธอเข้าใจและไม่มาพาลมาลงที่คนอื่นอีก คุณก็รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร  ครอบครัวดิชั้นไม่เคยสอนให้มีการด่ากันปาวๆ แบบนี้ ไม่เคยมีใคร (แม้แต่พ่อแม่) มาด่าดิชั้นแบบประสาท ไร้สาระ ไร้เหตุผลอันควรแบบนี้ และคุณก็รู้ดีว่าดิชั้นเป็นประเภทสู้คน ที่นี่คืออสเตรเลียค่ะทุกคนเท่าเทียมกัน ดิชั้นไม่ใช่ทาสที่ใครจะมาข่มเหงหรือด่าปาวๆ ได้ง่ายๆ อยู่ฝ่ายเดียว จากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างน้อยดิชั้นมีสิทธิ์สมควรที่จะได้รับ formal apology จากคุณทั้งสองคนค่ะ แต่ถ้าคุณอยากอยู่กันแบบแค่มีกันสองคนในโลกนี้ก็ขออโหสิและอนุโมทนาให้ค่ะ

    2.       ข้อนี้สำคัญค่ะ บอกเพราะความหวังดี ดิชั้นคิดว่าผู้หญิงของคุณหึงเข้าขั้น Morbid jealousy ถ้าคุณคิดจะคบกับเธอต่อในฐานะแฟนก็สมควรที่จะนำตัวเธอเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาจากผู้เชี่ยวชาญค่ะ เพราะถ้าเป็นหนักขึ้น ทำให้คนอื่นหรือตัวเองมีปัญหามากขึ้น มีโอกาสถูกแนะนำให้ Involuntary admission under Mental Health Act ค่ะ

    ถึงคุณทั้งสองคน

    ปัญหาระหว่างคุณทั้งสองคน คุณทั้งคู่ควรแก้กันเองค่ะและอย่าพยายามดึงให้คนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง ขอยืนยัน ณ ที่ตรงนี้ว่าดิชั้นไม่คิดอะไรกับคุณพี่ผู้ชายในแบบชู้สาวค่ะ  ผู้ชายของดิชั้น (สามีที่ถูกต้องตามกฎหมาย) ดีพอที่ดิชั้นจะไม่แย่งของๆ ใคร และตัวดิชั้นเองก็มีคุณค่าพอที่จะไม่ลดตัวไปทำอะไรต่ำๆ อย่างนั้นค่ะ ดิชั้นรักคุณสามีและคุณสามีของดิชั้นก็รักดิชั้นมาก เราไว้ใจกัน ดิชั้นไม่มานั่งบ้าตามหึงหวงไร้สาระเพราะดิชั้นถือว่าดิชั้นดีและมีค่าพอค่ะ

    สำหรับดิชั้นนั้น การชวนเพื่อนๆ ให้มาทานข้าวกันเป็นเรื่องปกติ เป็นการพบปะพูดคุยสังสรรค์ เป็นเวลาที่มีความสุขค่ะ  ถ้าความหวังดีแล้วความ friendly ที่หยิบยื่นให้เป็นดาบกลับมาทำร้ายตัวเองอย่างนี้ก็โอเค  ขอให้เข้าใจว่าใครดีมาดีตอบ ร้ายมาก็อโหสิเป็นทาน ถือว่าทำทานให้สัตว์โลกผู้ยากไร้ค่ะ

    PS I don't want to blame anyone but I don't want to be bullied.  This is fact and how I feel.  The person who did this extremely unacceptable behaviour must learn from this lesson and accept this consequence.  I hope she would not do this to anyone else again! 


    November 07

    Risky business

    Do you think Medicine is risky business?  I do Thinking.
     
    1) More exposure to infection Crying
    Yep, for instance, I have many kids coughing into my face everyday during Winter.  I got a friend who works in childcare centre complaining she's so scared of being with sick kids.  Well, how about me.  That's why we need to know universal precaution and we are doctors and she is not ... ! 
    In addition, I got a patient with pinworm yesterday...yes, pinworm...oh no, haven't seen for ages.  So.... again universal precaution >__<
     
    2) More chance to be sued Disappointed
    Yep, medical indemnity is a must.  Learn one thing from medico-lega meeting....good document, document and document.   That's why we are practising "defensive medicine" nowaday in Australia.
     
    3) Stressful and demanding job
    We all advise patients to " eat healthily, exercise regularly, and have enough rest" but we, at least me sitting in my office from 8.30 to 5.30 + overtime for paperwork, rarely do exercise and no time to cook healthyfood (this is an excuse, I love eating out and love junk anyway hehehe Smile).  Where is healthy lifestyle for doctors?
     
    4) Cost effective....not quite!
    We spend so many years in med school with all hard work and effort we put (umm...sort of ^__^), see what we get paid for when thinking about above risks!!!
     
    That's all I can think of now....well, kind of risky business though.  However, the pay is quite good....esp if I don't have to pay this much tax Confused!! 
     
    Well...at least I am enjoying "doctor" life for the first time since being in this GP world SmileRainbow
     
    November 03

    Sofia Italian restaurant

    ไปทานข้าว (อีกแล้ว) กันมาที่ Sofia Italian restaurant at Camberwell เรื่องมีอยู่ว่า น้องพีทได้งานที่ Hobart แวะมาลงที่เมลเบอร์นห้าชั่วโมง เลยไปรับแล้วพาไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กัน  เครื่องน้องพีทมาถึงก่อนตอนน้องเค้าโทรมาเพิ่งอาบน้ำเสร็จเลย หัวเยินไปรับสุดฤทธิ์ โทษทีจ้าพี่ไปสายตามเคย แหะๆๆๆๆ Disappointed

    แวะไปรับพี่เชอร์รี่แล้วไปเจอก๊วนกินที่ร้านตอนสี่โมงเย็น เอ น้องโมมาได้ไง เห็นบอกว่าอาทิตย์นี้ไม่ว่างไง สงสัยมีเหตุจูงใจให้มา อ๊ะป่าว อิอิ Smile

    sophia 015sophia 016sophia 017sophia 018sophia 020sophia 021sophia 022sophia 024sophia 025sophia 026sophia 028sophia 030

    ได้รู้จักพี่อ้อม หมอจิตเวชมาทำวิจัยปีนึง ได้สมาชิกก๊วนกินเพิ่มอีกคน  สั่งกันมาเยอะมากๆ ทั้งๆ ที่ไซส์อาหารใหญ่มาก แต่ขอโทษ ไม่เสียชื่อก๊วนกินก๊วนนี้จริงๆ กินกันเกลี้ยง Surprised ต่อของหวานกันอีก กินได้กินดีจริงๆ เม้าท์กันเสียงดังมาก (เพิ่งรู้ตัว)


    sophia 031


    แยกย้ายกันตอนหกโมงเพราะต้องไปส่งน้องพีทที่สนามบิน คุณชายพีทก็หอบของรุงรังเหมือนเดิม นี่น่าให้เจอวิลเลียมจริงๆ ไปกันได้ ฮ่าฮ่าฮ่า Open-mouthed

    Good luck for your job in Tassie นะจ๊ะน้องพีท อยู่กันใกล้แค่ี้นี้คงได้เจอกันอีกบ่อยๆ เนอะ จะได้ลากไปกินอีก อิอิ Auto