Sira's profileSira's spacePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
October 31 Update Wii jaตามคำขอของนู๋นุชคนสวย และคุณ hubby เรื่อง Wii ยังเล่นเกือบทุกวันและขอยืนยันว่าสามารถเรียกเหงื่อได้พอควร ขึ้นอยู่กับความทุ่มเทของผู้เล่นด้วย จะเล่นด้วยการนั่งเฉยๆ หรือจะวิ่งไปมาออกแอ๊คชั่นก็ไม่ว่ากัน ปกติจะชอบเล่นเทนนิสใน Wii sports กับโบว์ลิ่งมากที่สุด เพราะเวลาเล่นเทนนิสจะวิ่งไปมาหน้าทีวี ใส่อารมณ์เต็มที่ ได้เหงื่อดี ตอนหลังๆ ใกล้เทอร์นโปรคู่ต่อสู้ก็เก่งขึ้น เล่นทีแล้วเหนื่อย หอบแฮ่กๆ ส่วนโบว์ลิ่งก็สนุกดี เล่นเอามันส์ ชอบเจ้า Wii sports มาก ขนาดซื้อเจ้า Wii sports pack มาทำให้รู้สึกสมจริงมากขึ้นเวลาเล่น เป็นเหมือนไม้ตีขนาดย่อเสียบต่อกับเจ้ารีโมท เวลาเล่นรู้สึกเหมือนถือไม้เทนนิส ไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอลจริงๆ วันหลังอาจจะซื้อนวมมาต่อยด้วย ทุ่มทุนสร้าง แต่ข้อเสียอย่างนึงคือ ส่วนใหญ่จะใช้แขนข้างขวาอย่างเดียว พอเล่นเสร็จช่วงแรกๆ แขนขวาระบม ตอนหลังเลยใช้สลับข้าง มีเกมชกมวยที่ได้ใช้แขนสองข้างพร้อมๆ กัน
ในหมวด Mii สามารถสร้างตัวผู้เล่นได้ สร้างให้เหมือนตัวเอง เพื่อนฝูง คนรอบข้าง เวลาเล่นเบสบอล ตัวผู้เล่นที่เราสร้างจะอยู่ทีมเดียวกับเรา เวลาเล่นโบว์ลิ่งก็จะมีเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง นั่งเชียร์อยู่ข้างหลัง น่ารักดี ตัวการ์ตูนน่ารัก
มีหมวด training และ Wii fitness เช็คว่าความฟิตของเราเท่ากับค่าเฉลี่ยของคนอายุเท่าไหร่ วันแรกที่เล่นเท่ากับคนอายุ 31 (not bad) แต่วันนี้เล่นได้เท่าคนอายุ 51 โอ้ โน
Wii เป็น interactive เกมส์ ที่ทำให้รู้สึกเหมือนจริงมาก แต่คงต้องเล่นกับทีวีจอใหญ่พอควรถึงจะสนุก (ที่บ้านเล่นกับจอแบน 42") ได้ข่าวว่าจะออก Wii Fit ปีหน้าหรือปลายปีนี้ เป็นแผ่นให้เราขึ้นไปยืนแล้วสามารถเล่นโยคะ ฮูลาฮูบ เต้นแอโรบิค ฯลฯ น่าสนใจ จะเทียบกับ DS คงไม่ได้ เพราะเป็นคนละแบบกัน อันนึงเป็นเกมส์ที่ต้องเล่นกับจอทีวี อีกอันเป็นเกมส์พกพา (ไม่เคยเล่นค่ะ โนคอมเมนต์) แต่ถ้าลองเล่น Wii ดูแล้วจะติดใจค่ะ
ตอนนี้ยังเห่อเล่นแค่ Wii Sports ลองเล่น Mario ตอนแรกๆ ดู เหมือนนั่งเล่นเกมส์ทั่วไป อาจมีบางช่วงที่ได้ความรู้สึกสั่นๆ ในมือ แต่ไม่ได้ออกแรงเหมือนเล่นเกมส์สปอร์ต ได้ข่าวว่ามีเกมส์ชื่อ Cooking Mama ที่หลายๆ คน บอกว่าสนุกดีและสมจริง เหมือนได้ทำอาหารจริงๆ ไว้หายเห่อเกมส์สปอร์ตก่อน คงได้หาซื้อมาเล่นแล้วอัพเดทให้ฟังอีกทีค่ะ
October 30 O&G sloganFound this slogan in front of O&G registrar's room.
"Want to have a baby? Get your lawyer to deliver it!"
Umm, absolutely agree..ha ha October 28 In English pleaseWell, got compliant from my hubby that "too much Thais on your space"
Anyway, I've been writing something good about you, honey but some issues are better not to write in English...sorry.
I joined Jacky's birthday party yesterday, we went to a nice Chinese restaurant called "San Choi" in Kew. "Haapy Birthday Jacky"
Almost forgot that we have had used "summer time" since last night! If my housemate didn't tell me, I would have been late for my job! October 27 Enjoy Eating jaอ่านในสเปซของหมอบีมา เรื่องการดูแลสุขภาพป้องกันโรคหัวใจ มีประโยชน์มั่กมาก ขอบคุณๆ ไม่ยากแต่ไม่ค่อยอยากจะทำ เศร้า ความจริงพวกเราเป็นหมอก็รู้ๆกันอยู่ว่า Good life-style มันเป็นยังไง บอกแนะนำคนไข้ก็เยอะ แต่หมอหาโอกาสทำได้น้อยจัง จำได้ว่าสมัยอยู่เมืองไทยคนไข้ชอบถามว่า หมอทำยังไงให้ผอม หมอคงออกกำลังกาย ทานแต่อาหารมีประโยชน์แน่ๆเลย เราก็ได้แต่ยิ้มๆ หารู้ไม่ว่าเราไม่ชอบออกกำลังกายเลย ว่างขอนอนดีกว่า กิจวัตรวันหยุดคือกินกับนอน หุหุ ถ้าคนไข้เห็นว่าเราทานข้าวยังไงคง Oh No!
สมัยเป็นนศพ.เพื่อนบางคนก็ถามว่าทำยังไงให้ผอม บอกเทคนิคให้ว่า กินไปเถอะ อยากกินอะไรก็กิน พอกินเยอะเกินมันก็ขับออกเองแหละ แป่ว (ไม่จริ๊ง ไม่จริง เพื่อนตะโกนตอบ
คนที่รู้จักกันดี จะรู้ว่าเรา enjoy eating มาก ทานอะไรก็ทำให้ดูเหมือนว่าจานนั้นอร่อยสุดๆ ชอบของมันๆ เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Chain fast food อย่าง McDonald และ KFC สั่งข้าวขาหมูขอหนังล้วนนะคะ หมูทอดขอแบบมันๆนะ กินหมูกะทะ (ของโปรดประมาณ addict เลย) เอาแต่หมูสามชั้นนะ (เน้น ขอมันๆ) อย่างอื่นไม่ชอบ ใครที่เคยทานหมูกะทะด้วยจะรู้ว่าเราจะเป็นคนแรกที่เริ่ม เป็นคนสุดท้ายที่วางตะเกียบ ฮิฮิ
เคยคิดว่าคงเป็นคนอ้วนยาก เลยไม่ค่อยระวังการกิน ไม่ไดเอ็ท ไม่ชอบทานข้าวกับคนดมข้าว แต่ตอนหลังคนรอบตัวเป็นเยอะ (โรคอยากผอมระบาด) เลยไม่สนใจ เธอไม่กิน ฉันจะกิน เธอก็รอไปละกัน แต่แล้วตอนมาออสเตรเลียสมัยมาเรียนภาษาหลายปีมาแล้ว อยู่กับ host family ซึ่งชอบทำอาหารอิตาเลียนมาก ไอ้เราชอบชีสสุดๆ หวานปาก extra cheese ตลอด อยู่สามเดือน กลับบ้านมามี้จำไม่ได้ ขนาดไปยืนโบกมือหน้ามามี้ที่สนามบินเพราะกลมป๊อกเลย น้ำหนักขึ้น 8 kg in 3 months ไปไหนมาไหน เจอใครก็ทักว่า หมอโอดูอวบอิ่มขึ้นนะ Oh no! ซื้อเสื้อผ้า กางเกงยีนส์ น้องที่ร้านบอกไซส์ L ค่ะ เศร้า มองไปรอบๆ คนไทยทำไมผอมกันอย่างนี้นะ ไอ้เรากลายเป็นยักษ์เลย ทั้งสูง ทั้งหนา ไม่ได้แล้ว ต้องลดน้ำหนักให้เท่าเดิม ได้สูตรเจ็ดวันมา แต่ขอบอก กลับเมืองไทยอาทิตย์แรก น้ำหนักลดเอง 3 kg โดยไม่ได้ทำอะไร แล้วพยายามควบคุมอาหารเกือบสองอาทิตย์ (ตามสูตร) น้ำหนักก็ลดลงเท่าเดิม
ทุกวันนี้ก็ยัง enjoy eating อยู่ แต่ต้องบอกตัวเองไว้ว่าเธอสามารถอ้วนได้นะ เพราะแก่ตัวขึ้นทุกวัน การเผาผลาญก็ลดลง ยังไงคงไม่ผอมเท่าสมัยเป็น นศพ. แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองอ้วน ไม่ชั่งน้ำหนักยกเว้นก่อนกลับเมืองไทย เพราะหากเกิน 50 คือยักษ์ดีๆ อีกอย่างต้องลดน้ำหนักซักสองกิโลเพื่อไป enjoy eating in Thailand ต่อจ้า
ทุกวันนี้ยังไม่กล้าไปตรวจไขมันในเลือด (แย่มากๆ) เพราะ high แน่ๆ แต่ยังไงคงต้องเริ่มดูแลสุขภาพตัวเองแล้วแหละ ถึงจะ enjoy eating อยู่มากๆก็ตาม งั้นขอไปออกกำลังกายด้วยการเล่น Wii (ข้ออ้าง) ก่อนก็แล้วกัน Husband trainingรู้สึกมั๊ยว่าเวลาคนเราเป็นโสด เพื่อนส่วนใหญ่ก็คือคนโสด พอแต่งงานคนส่วนใหญ่รอบตัวก็คือคนที่แต่งงาน ต่อไปพอมีลูกเพื่อนฝูงก็คือคนที่มีลูกเหมือนกัน สมัยเป็นโสด เคยนึกว่าทำไมคนที่แต่งงานแล้วคุยแต่เรื่องสามีหรือภรรยาของตัวเอง พอแต่งงานเองจริงๆ โดยเฉพาะตอนแรกๆ เออว่ะ เราก็พูดเรื่องสามีซะเยอะ ที่เคยนึกว่าทำไมคนที่มีลูกถึงคุยแต่เรื่องลูก ถ้ามีลูกเองจริงๆ ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เกริ่นมานานอาจไม่เกี่ยวนัก แต่เป็นเพราะช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา มีภรรยาสาวสองคนมาเล่าระบายความอัดอั้นตันใจเรื่องสามีของตนให้ฟัง ไม่ได้เป็นการนินทาหรือเปรียบเทียบ แต่คิดแล้วน่าสนใจ ประเด็นหลักคือ ทำไมคุณสามีชั้นไม่ช่วยทำงานบ้านเลย เอ ย้อนคิดตัวเอง คุณสามีของฉันช่างประเสริฐกว่าที่คิดไว้นัก ผู้ชายส่วนมาก (โดยเฉพาะผู้ชายจีน) มักจะรู้สึกปลอดภัยในชีวิตมากขึ้นเวลาแต่งงาน เหมือนมีคนมาดูแล จัดการชีวิตให้ ปล่อยงานบ้านให้เป็นหน้าที่ของผู้หญิง เผลอๆ หากขาดภรรยาคงอดตาย แต่ฉันคิดว่าเหตุผลหนึ่งคือ ผู้หญิงเวลาเริ่มทำอะไรให้สามี pamper มากเกินไป ทำไปเรื่อยๆ กลายเป็นความเคยชิน ยากที่จะแก้ สุดท้ายกลายเป็นว่า อ้าว ฉันทำทุกอย่างในบ้านเองหมดเลยนี่นา เพื่อนของฉันสองคนนี้ ตอนแรกเธอทั้งสองไม่ได้ออกไปทำงาน งานหลักจึงเป็นงานบ้าน ถ้าไม่ทำก็รู้สึกผิดเพราะไม่ได้ให้อะไรแก่ครอบครัว (ฉันไม่เห็นรู้สึกผิดเลย อยู่บ้านเฉยๆ นั่งๆ นอนๆ ดูทีวีก็สนุกดี ฉันเองก็ได้แต่นั่งฟังตาปริบๆ จะเอ่ยปากเสนอเรื่องคุณสามีฉันเองมากนักก็ไม่ได้ อาจ ทำให้เธอสองคน depressed มากขึ้น แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะบอกว่า ยูนะต้องเริ่มเทรนคุณสามีเนิ่นๆ ยังไม่สายนัก แล้วซักวันคุณสามีก็จะเป็น well-trained hubby เองแหละ (เหมือนอย่างคุณสามีของฉันไง) ใครจะเอาไปเทรนคนข้างๆ บ้างก็ได้นะ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ฮ่า ฮ่า October 26 Unfairness in fair country ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่รู้สึกมานานแล้ว แต่ไม่ค่อยอยากบ่น บังเอิญได้มีโอกาสคุยกับพยาบาลคนฟิลิบปินส์มีสามีเป็น Endocrinologist ระดับ Professor ที่บ้านเมืองตัวเอง พวกเค้าอพยพไปนิวซีแลนด์ 7 ปี แต่สามีไม่สามารถทำงานเป็นหมอได้ ทำงานเป็นคนเจาะเลือด พวกเค้าเพิ่งย้ายมาออสเตรเลียตอนนี้คนสามีกำลังเตรียมสอบ AMC อยู่ กะว่าจะช่วยเค้าซักหน่อย เห็นใจมาก เค้าเล่าถึงความลำบาก อัดอั้นตันใจของสามีเธอ ซึ่งก็แน่อยู่แล้วระดับนั้นมาเริ่มต้นใหม่ ลำบากกว่าพวกจบใหม่แน่ๆ พวกเค้ามีความจำเป็นต้องอพยพเนื่องจากประเทศไม่สงบ อยากให้ลูกได้การศึกษาที่ดี ไม่เหมือนคนไทย ประเทศเราดี สงบ (พอควร) เป็นหมอรายได้ดีเทียบกับอาชีพอื่นๆ ไม่รู้ฉันจะอยู่ทำไม เฮ้อ คิดถึงบ้านอ่ะ การมาเป็นหมอที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไม่ง่ายเหมือนที่คนส่วนใหญ่คิด หนึ่ง เป็นเพราะไม่มีข้อมูล สอง ระบบการเข้ามาทำงานและการเทรนต่างจากอเมริกามาก ไม่เป็นแบบแผน การเข้ามาทำงานไม่ใช่การเข้าไปเทรนเหมือนในอเมริกา สาม ออสเตรเลียเป็นประเทศอาณาคมของอังกฤษ อะไรๆ ก็ UK ดีกว่าหัวดำแน่ๆ การเข้ามาเป็นหมอของพวก non-UK ยากขนาดมีคำพูดว่า หากคุณ arrest ในรถแท๊กซี่ คุณมีโอกาสรอดสูงเพราะแท๊กซี่ส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะอินเดีย) เป็นหมอในประเทศอื่นมาก่อน ล่าสุดเพิ่งได้ข่าวว่า หากหมอที่ทำงานใน UK รวมพวกสก็อต ไอริชด้วยนะ ทำงานในระบบรพ.ที่โน่นครบหนึ่งปี สามารถมาทำงานที่ออสเตรเลียโดยไม่ต้องผ่านข้อสอบ หรือหากทำงานในออสเตรเลียครบสองปีก็ไม่ต้องสอบ clinical ช่างเป็นกฎที่เกื้อหนุนพวกคนขาวด้วยกันจริงๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้าจะมีกฎบ้าๆนี้ พวก UK ก็ได้ job offer ตั้งแต่ก่อนเข้าออสเตรเลีย มาแบบใช้ working holiday visa ในขณะที่พวกหัวดำ เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา แรงใจแรงกายกว่าจะฝ่าฝันจนได้เข้ามาทำงานได้ เวลาทำงาน พวก UK ที่ถือว่าตูเหนือกว่าหมอจากที่อื่น ทั้งหัวดำ ทั้งหมอที่จบในออสเตรเลีย ก็หยิ่งกันซะเหลือเกิน ทั้งที่พวกมาจากไอร์แลนด์ สก็อตแลนด์ ใช้ภาษาอังกฤษภาคไอริชแอนด์สก็อตทิชแท้ๆ ฟังยากจะตาย ขนาดคนไข้ที่นี่ยังฟังไม่ออกเลย แป่ว ขนาดหมอเอเชียที่จบมหาลัยในออสเตรเลียเองก็ยังรู้สึกว่ามีเส้นบางๆ กั้นระดับจากคนผิวขาวที่จบที่นี่อยู่ หลายๆ คนใช้เวลานานกว่าจะเข้าเทรนได้ ขณะที่พวกผิวขาวได้เข้าเทรนก่อน คิดดูว่าพวกหัวดำอย่างเราๆ ไม่ได้มีดีกรีจาก white countries จะรู้สึกว่าเส้นต่างระดับหนาขนาดไหน ได้ยินจากเพื่อนชาวมาเลย์เซียคนนึง (เธอเป็นมาเลย์ไม่ใช่จีนในมาเลย์เซีย) เธอเข้าเทรนดมยาที่มาเลย์เซียหนึ่งปี บังเอิญแต่งงานกับคนออสซี่เลยต้องมาฝ่าฝันเจ้า AMC ด้วยกัน ทำงานมาได้เข้าปีที่สาม สมัครดมยาก็ไม่ได้รับเข้าเทรนซักกะที เธอบอกว่าขนาดหมออีกคนหนึ่ง สอบ part 1 ของดมยาผ่าน เทรนดมยาในประเทศที่เธอมา (จำไม่ได้ว่าที่ไหน) ยังไม่ได้รับเข้าเทรนเลย ส่วนคนที่ได้เข้าเทรนคือ หมอเพิ่งผ่านอินเทอร์นไม่มีประสบการณ์ดมยา ยังไม่ผ่านข้อสอบซักอย่าง แน่นอน white เพื่อนฉันบอกว่า สำคัญก็คือ skin colour นี่แหละ ประเทศออสเตรเลีย เคยมี white policy ตั้งแต่เริ่มตั้งประเทศใหม่ๆ แต่ด้วย skilled immigrant policy ทำให้ดึงดูดคนจากหลายเชื้อชาติเข้ามา กลายเป็น multicultural country ประเทศต้องการสร้างสมดุลให้คนอยู่อย่างสงบสุข มีการออกกฎว่าหากคุณรู้สึกว่าถูกเหยียดผิว ได้รับการดูแลและบริการต่างจากคนอื่นสามารถแจ้งความได้ ความเป็นจริง ทำได้แค่ทนและ let it be เอาง่ายๆ ดูทีวี ดูละคร เห็นคนเอเชีย คนแขก ไม่ถึง 10% ทั้งที่ประชากรที่เป็น non-white มีมากกว่า 40% ฉันเองทำงานในรพ.ก็รู้สึกว่าถูกกดขี่ ด้วยความที่เป็นคนอะไรก็ได้ ไม่เรื่องมาก ไม่ต่อปากต่อคำ ใครใช้ (ใช้คำว่าใช้นะ ไม่ใช่ขอให้ทำ) ให้ทำอะไรก็ทำ เป็นเหตุให้ใครๆก็รัก แต่ถูกข่มเหงด้วยการถูกใช้เกินเหตุ ได้ terrible rosters and poor rotation พวกพยาบาลบางคนก็เหลือเกิน กดขี่หมอหัวดำดีนัก พวกหมอโดยเฉพาะจาก UK ก็หยิ่งดีเหลือเกิน หลายๆ คนเวลาฟังเราพูดด้วยสำเนียงที่แตกต่างก็ไม่ค่อยเป็นมิตรด้วย จริงๆ อย่างที่เคยบ่น ตอนแรกๆ รู้สึก depressed สุดๆ แต่ตอนนี้เหรอ whatever, I do my best and let it be อย่างน้อยก็เป็นขวัญใจของใครหลายๆ คนล่ะ อิอิ พยาบาลคนฟิลิปปินส์พูดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า Wherever you are, you are still a doctor, you still have your professional skills with you. เธอมักจะพูดให้กำลังใจสามีเธอด้วยประโยคนี้เสมอ It's absolutely true. ยังไงๆ ก็คงต้องยอมรับ unfairness in this fair country ต่อไป ถึงแม้ใครๆ (โดยเฉพาะพวกผิวขาว) จะไม่พูด ไม่ยอมรับว่ามี แต่สิ่งนี้เป็นความจริงที่หลีกหนีไม่พ้น เฮ้อ Miss you Willy (Both Williamstown and my William)Been so tired and drained with too many nights and now doing Sunshine Hospital nights....not cruisy Willy nights.
อยู่เวรดึกนาน เหนื่อยกายและใจสุดๆ ตอนนี้ถูกย้ายไปอยู่เวรดึกที่ รพ. Sunshine งานไม่สบายเหมือนที่ Williamstown ประหลาดใจมากที่ Night superviser, Maureen ขอถ่ายรูปด้วย แถมให้การ์ดและของขวัญเป็นตุ๊กตาหมีกับช็อคโกแล็ตแทนคำขอบคุณ เธอบอกว่า ซีร่า เธอเป็นหมอคนนึงที่ฉันชอบมากๆ และประทับใจ ฟังดูแล้วรู้สึกปลื้มสุดๆ หลายครั้งที่ได้การ์ดขอบคุณจากคนไข้ จากญาติคนไข้ แต่การที่จะได้รับการ์ด (แถมของขวัญด้วย) จาก ระดับ night superviser ถือเป็นเกียรติสุดๆ มอรีนเป็นคนที่ทำงานด้วยแล้วสบายใจ ไม่จุกจิกเรื่องมาก เธอเป็นคนที่ดี จิตใจดีมากๆ ทั้งในแง่ของการทำงานและนอกเหนือจากการทำงาน ฉันเองต้องขอบคุณเธอด้วยเหมือนกัน เริ่มคิดถึงมอรีนแล้ว ถ้ามีโอกาสคงได้กลับไปทำงานที่วิลเลียมสทาวน์อีก (คงน้อย เพราะจะลาออกจาก WH เร็วๆนี้ อุ๊บ October 21 What a .... SICKO on this hot day!Finished night shift, had a breaky, msn with my hubby then slept
Crazily hot today (33 degree) and crazy people!
Update my Willy nights - have been quite good so far, at least 3-hour sleep every night
Let's count something :
My first set of nights (7 nights in a row) - 3 death verifications
My second set of nights - 2 death verifications
My last night of 4 - Just verified 1 death an hour ago!
Umm..mm..mm interesting figure.
Well, most patients here are over 75 and not for active management. Many of them have NFR status (not for resus.) so these deaths were expected. In conclusion, it's nothing to do with me, it has just happenned on my duty...that's it.
Huh...start Sunshine Hosptial night tomorrow, no more good sleep...so sad... October 18 KoKo Black Chocolate with Mooling & KevinKoKo Black Chocolate is one of the finest chocolate salon in Melbourne. We went to the one at Royal Arcade, the choccy is so rich and nice...yum.. as you all know I'm a "chocohalic"! Thanks Mooling and Kevin, a lovely couple who allow me to be their "light bulb"
I heard about Kevin from Jacky, Peili & Andy and met him while I was doing night shift (always) at Footscray hospital in early 2006. Believe it or not, I called in sick (of job) on his first night! Not a good impression to Kevin though, well...
Well, Mooling & Kevin....I'll be sticking around you guys for (ever
Love you guys la..... October 17 Wii FeverAfter been watching so many series, Thai, Korean and English one for quite a while, I started to feel so tired of being "a potato couch" Addit: 20/10/2007 Believe it or not, I bought my Wii on 19/10/2007! It was more expensive than I expected though Hairspray at the Halfpipeไปดู Hairspray มา อาจจะล้าหลังไปหน่อยเพราะกว่าจะรวมพลกันได้ก็แทบแย่ เพราะหนังเรื่องนี้เข้ามาได้พักใหญ่เลยมีรอบที่เรียกว่า Halfpipe at Hoyts, Melbourne Central เมื่อคืนวานเป็นวันอังคารเลยถูกเป็นพิเศษ ตกคนละ $9 เท่านั้น
Halfpipe เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เคยลอง เหมือนเป็น home theatre ขนาดใหญ่หน่อย รับคนได้ประมาณ 40 จะมีเจ้า bag bean วางเรียงห่างๆ กัน พอนั่งได้อันละ 2-3 คน ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะไม่สบายนัก แถมได้ที่นั่งแถวหน้าสุดอีกต่างหาก เอาเข้าจริงๆ สบายพอดูเพราะเหมือนกึ่งนั่งกึ่งนอนแล้วก็ไม่รู้สึกว่าจอใกล้เกินไป (ขนาดนั่งแถวหน้าสุดนะ) ถ้าไปกับแฟนคงนั่งซบกันสบาย แต่นี่ไปกับเพื่อนหญิงค่ะ อีกคู่คือเพื่อนหญิงอีกคนนั่งกับน้องเขยเพราะสามีขอไปดูหนังอีกเรื่อง เอ ยังไง
Hairspray สนุกดี ดูไปขำไป น่ารักมั่กมาก เหมาะแก่การพักสมอง แบบว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก มีตอนนึงดูแล้วคิดถึงคุณสามี เพราะเพลงที่เค้าร้องมีท่อนที่บอกว่า You're timeless to me จ้า
Bao bei, you're timeless to me. October 16 เรื่องสลดใจในเมืองไทยไปสังสรรค์กับเพื่อนมา มีเพื่อนคนนึงเพิ่งกลับมาจากเมืองไทย เค้าเล่าให้ฟังว่า เป็น ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แย่ที่สุดในชีวิต
โรเจอร์เป็นคนผิวดำมาจากแคมมารูนแต่สัญชาติออสเตรเลีย แวะเมืองไทยระหว่างทางกลับจากลอนดอน เข้าพักที่ Novotel ในย่านสยาม เรียกแทกซี่หน้าโรงแรมให้พาไปหาซื้อกางเกงยีนส์ดีๆแทกซี่บอกว่าซื้อกางเกงสั่งตัดดีกว่า อีกทั้งเจรจาพาเที่ยวรอบกรุงเทพอีก โรเจอร์เห็นว่าชั่วโมงละร้อยบาทตกแค่สามเหรียญกว่าๆเอง โอเค แทกซี่เรียกคนให้มาวัดตัวถึงห้อง โรเจอร์เลยให้ทิปไปร้อยบาท ตกลงราคากางเกงสั่งตัดที่ 2500 บาท 5 ตัวก็ 12,500 บาทพอดี หลังจากนั้นแทกซี่พาไปทานข้าวเที่ยงตก 400 บาทให้ทิปเด็กอีกร้อยนึง โรเจอร์บอกแทกซี่ว่าอยากไปนวดแผนไทย แทกซี่บอกได้เลย มีที่ดีๆแนะนำ พอไปถึงโรเจอร์พบว่าเป็นสถานที่ที่แปลกที่สุดเท่าที่เคยเห็นในชีวิต
คืนนั้นโรเจอร์คุยกับเพื่อนที่รู้จักกัน เค้าบอกว่า ราคาที่โรเจอร์ได้ถือว่าแพงมาก อีกทั้งทุกสถานที่ที่แทกซี่พาไป เค้าไปค่าคอมมิสชั่นด้วย โรเจอร์รู้สึกแย่ วันรุ่งขึ้นเลยบอกแทกซี่ว่าขอโทษที่เปลี่ยนใจไม่ไปพัทยา แล้วให้เงินแทกซี่ไป 200 บาท แต่โรเจอร์ก็นั่งรถแทกซี่อีกคันไปพัทยาเองเพราะอยากเห็นชายหาดและทะเล พอไปถึงโรงแรม เค้าเดินข้ามถนนไปบาร์หาที่ดื่มเบียร์ อีกแล้วผู้หญิงเป็นฝูงเข้ามารุมเค้า เค้าบอกว่าเค้าต้องการดริ๊งค์คนเดียว เค้าเจอผู้หญิงชาวผิวขาวคนนึงนั่งดริ๊งค์อยู่ จึงเข้าไปคุยด้วย ซักพักผู้หญิงคนนั้นถามว่า บูม บูมกันมั๊ย โรเจอร์งงว่าบูมบูมคืออะไร เธอบอกว่าไปบูมบูมห้าพัน แล้วรู้ทีหลังว่าเธอเป็นคนรัสเซียมาหากินที่เมืองไทยในพัทยา เค้าจึงรีบปลีกตัวออก ตกกลางคืนเค้าออกไปเดินเล่น เห็นผู้หญิงไทยเดินคู่กับชาวต่างชาติเต็มไปหมด กิริยาของผู้หญิงเหล่านั้นทำให้เข้าอยากจะอาเจียน มีแต่คนชักชวนเค้าให้เข้าบาร์อะโกโก้ ชวนไป.... เค้าอยากตะโกนร้องว่า I'm not here for sex, I'm here for traveling!
ชั้นบอกโรเจอร์ว่า You've got the wrong man to show you around มีที่น่าเที่ยวเยอะแยะในกรุงเทพ อย่างวัดพระแก้ว วัดอรุณ หรือซื้อของแถวสยามรอบๆ Novotel ที่เค้าอยู่ก็ทั้งถูกและดี หรือจะไปเชียงใหม่เลยก็ได้ คราวหน้าขอให้บอกแล้วจะหาคนพาเที่ยวให้ โรเจอร์บอกว่าคงต้องใช้เวลาซักพักในการทำใจก่อนที่จะไปเมืองไทยอีก Sick of sexual tourism จริงๆ
ฟังแล้วสลดใจมาก คนกลุ่มน้อยที่หวังประโยชน์ส่วนตนทำให้ชื่อเสียงประเทศย่ำแย่ คนกลุ่มน้อยที่ทำให้บ้านเมืองเราดังเหลือเกินในด้านนี้ คนกลุ่มน้อยที่ทำให้ฉัน (เคย) เดินทางคนเดียวด้วยความยากลำบากในการเข้าแต่ละประเทศ ทำให้หลายๆ คนมองผู้หญิงไทยในด้านนั้น (รู้อยู่) แทนที่จะช่วยกันลบภาพพจน์ของการเป็นแหล่งบริการทางเพศ คนกลุ่มน้อยพวกนี้กลับให้การสนับสนุน มันน่าเศร้าใจและน่าอายจริงๆ October 14 Lippy Balmy AddictionAre you a lip balm addict? บังเอิญผ่านไปเจอเวปไซด์หนึ่งว่าด้วยเรื่องของการติดลิปบาล์ม หรือ ลิปมันนี่แหละ ที่ http://www.lipbalmanonymous.com ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ติดลิปมันอย่างจัง ออกบ้านโดยไม่มีไอ้เจ้าตลับลิปบาล์มไม่ได้ ถ้าขาดลิปบาล์ม มันเหมือนขาดอะไรบางอย่างในชีวิตซักอย่างนั้น จะเกิดอาการลงแดงอย่างจัง จริงๆ สุดท้ายได้คำตอบให้ตัวเองว่า ลงตัวกับแบบกระปุกหรือตลับ ไม่ชอบแบบแท่งลิปสติก แล้วบังเอิญมาได้ลองยี่ห้อ Perfumeria Gal Collection Vaselina Frangranced Balmตลับละ $10-15 ซื้อที่เคาเตอร์ใน David Jones ขายดีและขาดตลาดเร็วมาก ต้องซื้อมาตุนทีละหลายกระปุกได้ลองกับตัวเอง ชอบมากกับลิปบาล์มยี่ห้อนี้ ไม่แพ้ ด้วยความที่ขาดตลาดบ่อย ตอนนี้เลยหาซื้อ online ซึ่งตกตลับละ $9-10 เท่านั้น ที่ http://www.smartpoppy.com.au ถึงรู้ทั้งรู้ว่าติดลิปบาล์มขนานหนักตามที่ Lip Balm Anonymous ว่า แต่คงสุดที่จะเยียวยารักษาอาการติดเรื้อรังนี้ได้ ขอมีความสุขกับการทาลิปบาล์มวันละหลายๆครั้ง จากเจ้ากระปุกแสนสวยนี่ก็แล้วกัน October 13 Advantage & Disadvantage of Night shiftDoing night shift here at the WH is like one week on, one week off. You work 7 nights (8 pm to 8.30 am) straight and sleep during daytime. Then 7 days off. Some people like it, most people hate it. I don't mind to do it sometimes but not always! The older I am, the more difficult to adjust my biological clock...I really feel the difference!
Advantage:
1. A lot of day off, good if you want to do some study for exam.
2. If you get a good night, you'll get a good sleep.
3. Better pay (25% loading plus overtime)
4. More independency
Disadvantage:
1. Not many supports around, you'll be on your own!
2. Not learning much, unable to attend educational sessions (most of them held during daytime). Most jobs are clerkical jobs.
3. Disorganized biological clock. The older, the more difficult!
4. Loss of social life during your week on! Even during the week off, everyone else is working!
5. Rarely get appreciation whatever you do but when something goes wrong, you'll get a big blame!
At least, working condition is still better than in Thailand. I remember I worked constantly whole night but still came back for a morning ward round and continued working for the whole day. How tolerant and hard working Thai doctors are!
Anyway, very proud to hear many good things about Thai doctors that we are hard working, friendly and quite skillful. Not only talking lots without doing things like ..... some other... docs! Oops! October 11 Bad dayGot a call while I was sleeping yesterday. It was from the director of medical workforce unit at the WH, he aksed me for a favour to stay on my original roster that I have to do 10 nights in 13 days! It seems to be a call for favour, however, there was no choice for me!
No wonder 8 doctors have recently resigned, I wish I could but I have to do O&G term for GP training!
I'm counting down to the clinic job. October 09 Girls night outSaturday night, I went out with my friends from the WH; Peili, Mooling, Kevin and Glen (Kevin's bro). Unfortunately Jacky was unable to join us. We had dinner at "Spicy Fish" in Chinatown then had coffee and cake at one of the famous cake shop (can't remember the name) nearby Flinder Street Station.
The guys wanted to see footy so we, the girls continued having a drink at the Westin hotel lobby. We all had fun chatting (secret topic guys!), drinking and knowing each other a bit more. Peili is in a relationship (with Jacky) while Mooling is married (to Kevin). I'm like in between as I'm married but living alone now. It was fun so we will definitely find sometime to hang out again. Of course, gals only! October 06 Easy moneyJust back from locuming at ED Bendigo Hospital. Imagine I work for only 3 shifts but earn equally to 2 weeks here at the Western Health. Also, free lake view accommodation with free breakky. Moreover, all I earn is tax-free (up to almost $10,000/year) How easy money is that? That's the beauty of doing locum Most doctors hate ED job but I love it so doing locum ED for me is just like a hobby! เพิ่งกลับจากเป็นมือปืนรับจ้างที่ห้องฉุกเฉิน รพ.เบนดิโก ลองคิดดูว่าทำงานแค่ 3 กะแต่ได้เงินเท่า 2 อาทิตย์ที่รพ.ที่ประจำอยู่ ได้ห้องพักโรงแรมติดทะเลสาบพร้อมอาหารเช้าฟรี อีกทั้งเงินที่หาได้ยังไม่ต้องเสียภาษีอีก (จนถึงประมาณหมื่นเหรียญต่อปี) อะไรจะดีอย่างนี้ นี่แหละน๊า ข้อดีของการเป็นมือปืนรับจ้าง หมอส่วนใหญ่ (ที่นี่) ไม่ชอบงานห้องฉุกเฉิน แต่ฉันกลับตรงกันข้าม การทำงานในห้องฉุกเฉินก็เหมือนเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งสำหรับตัวเอง ฉันชอบวิ่งไปมา ยุ่งวุ่นวาย เจอคนไข้หลากหลายๆมากมายในห้องฉุกเฉิน ชอบจริงๆ เป็นประมาณไฮเปอร์ นี่ถ้าไม่ติดตรงคิดถึงว่าชีวิตครอบครัวมาก่อน ฉันคงเลือกที่จะเรียนต่อ Emergency Medicine แล้วแหละ จริงๆ October 01 Singing: The gift from Godวันนี้ซื้อ DVD concert "Snow Kim" ของ เจนนิเฟอร์ คิ้ม มานั่งดู สนุกดี คนอะไรเสียงดีขนาดนี้ ได้มีเพลงของตัวเองแค่ 2 เพลง ใน 20 ปี ร้องป๊อบเป็นบัลลาร์ตหรือแจ๊ซได้หมด เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ อีกคนซึ่งเป็นแขกรับเชิญคือ เบน ชลาทิศ เจ้าของเพลง คนข้างล่าง ก็เหมือนกัน ถ้าไม่เห็นหน้าคงคิดว่าหล่อสุดๆ ฉันว่าการร้องเพลงนี้เป็นพรสวรรค์จริงๆ จะให้ฝึกยังไงถ้าคนมีพรสวรรค์ฝึกนิดหน่อยก็ไปโลดละ แต่ถ้าไม่มีพรสวรรค์คงต้องทุ่มทุนสร้างกันหน่อย ฉันเอง (เคย) ร้องเพลงห่วย ตกร่องและหลุดคีย์ประจำ เวลาไปคาราโอเกะ สามีจะบอก ว่า "Don't go too far" นะจ๊ะ สามีฉันมาจากครอบครัวที่มีแม่เป็นศิลปิน (ระดับชาติเชียวนะ ไฮโซมั่กมาก) ดังมากของปักกิ่ง เป็นปรมาจารย์ด้านการร้องเพลงระดับสูงตัวยงที่นักเรียนร่ำๆ มาเรียนตัวต่อตัวเกือบทุกวัน ขนาดหกสิบกว่าๆ นะ ตอนเธอมาออสเตรเลีย เธอโชว์พลังเสียงร้องโอเปร่าใน Sydney Opera House โดยไม่ใช้ไมค์ได้กึกก้อง ขนลุกเลย ไม่คิดว่าคุณแม่ย่า ขี้บ่น ตัวเล็กๆคนนี้จะมีพลังเสียงและเทคนิคการร้องเพลงที่น่าทึ่งมั่กมาก น้องสามีฉัน อย่างที่เคยบอกว่าเคยเป็นดารา (ดังประมาณ นาเดีย บ้านเรา) ที่ปักกิ่ง เป็นนักร้อง พิธีกร นางแบบ ประมาณว่าครบวงจร และตอนนี้ซีรีย์เกี่ยวกับชีวิตนักเรียนจีนในอเมริกาที่เธอกำกับ ก็กำลังจะถูก On-air ในช่อง CCTV ของจีน เร็วๆนี้ เธอเคยร้องเพลงออกซิงเกิ้ล 1 เพลง หาดูได้ที่ http://www.palettepictures.com/en/index.html มี music video ที่ฉันคิดว่าสวยดีให้ดู (เดี๋ยวต้องไปคิดค่าคอมกับ Bai Yu ซะหน่อย) แต่เธอร้องเพลงไม่รุ่งเท่าไหร่ คุณแม่ย่าของฉันเคยเปรยว่าคุณลูกชายสุดที่รัก (ก็สามีฉันนี่แหละ) ร้องเพลงดีกว่าลูกสาวเยอะ แต่ดันมาเป็นวิศวะเสียนี่ (ตามรอยพ่อแทน) มาที่คุณสามี เพื่อนอีกคน ยายหนูโซเฟีย คนที่กำลังท้องนั่นแหละ ยัยคนนี้เคยเป็นนักเรียนของแม่สามีฉันมาก่อน (Small world อีกละ) จบปริญญาด้านการร้องเพลง เคยไปคาราโอเกะด้วยกันครั้งนึง ร้องคุณภาพระดับมืออาชีพคนนึง สามีฉันบอกว่าเค้าต้องร้องได้ดี เพราะเค้าเทรนเพื่อเป็นนักร้องโดยเฉพาะ และจบจากวิทยาลัยที่ดังพอควรในจีน ดังนั้นฟังคุณภาพมืออาชีพนี่ แตกต่างจากคนที่ร้องเพลงเก่งแต่ไม่ได้เทรนมานะ ฟังดู จ้า เห็นด้วยจริงๆ แต่ด้วยความที่คุณเธอเบื่อการตระเวนแข่งร้องเพลงตลอด เลยสละชีวิตโสดตั้งแต่เรียนจบยังไม่ 23 ปีดีให้สามีเลี้ยง อนาคตในการเป็นนักร้องเลยต้องพับไป นานๆทีจะไปคาราโอเกะกับเพื่อนหมอชาวมาเลย์เซีย จะมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งร้องเพลงเพราะมาก แต่พอมาร้องกับโซเฟียนี่ ดับไปเลย แล้วจะมีเพื่อนผู้ชายอีกคนนึงร้องเพลงเพราะดี ชื่อ Jacky แล้วชอบแซวว่าวิลเลียมชอบเลือกเพลงรุ่นพ่อ (ฮ่า ฮ่า) เพราะความจริงเพื่อนกลุ่มนี้อายุน้อยกว่าฉันหลายปี แต่ฉันแอบแบ๊วกับเด็กๆ ด้วยความที่อยู่ในแวดวงคนร้องเพลงดี ก็ต้องแอบพัฒนาตัวเองกันหน่อย จนปัจจุบัน สามีบอกว่า "goes not that far" เวลาร้องเพลงแล้วแหละ หุหุ อ้อ รูปข้างล่างนี่รูปน้องสามีฉันเองแหละ สวยมั๊ย ยังโสดนะ ใครสนใจติดต่อได้ แต่ต้องสูงหน่อยนะเพราะเธอสูงตั้ง 175 cm จ้า อีกสองรูปล่างก็รูปน้องชายสุดที่รักของฉันเองตอนแข่ง Australian Dance Sport Championship แทนเชียว บ้านเราเค้าเรียกดำแบบ labour class สุด ๆ แต่เมืองนอกนี่ exotic tan! Isn't it, Arthur? Miss you na ja. |
|
|